Ads by Google

上記の広告は1ヶ月以上更新のないブログに表示されています。
新しい記事を書く事で広告が消せます。

[SF] You’re BIG but I’m small :: 민호x태민

Title: You’re BIG but I’m small
Pairing: DoubleMin [Choi Minho x Lee Taemin]
Rating: PG
Status: END.
From *VulgarAlice*.: ฟิคป่วงขนาดสั้น (มั้ง) อารมณ์ว่าเห็นรูปไลฟ์แล้วทนความน่ารักของสองหนุ่มเขาไม่ไหว เลยปั่นออกมาจนได้ค่ะ เอิ้กๆๆ น้องแทถูเรื่องนี้ออกแนวเพ้อกับตัวเองบ่อยหน่อยนะคะ นึกถึงเวลาน้องพูดจารัวๆ ทำตาปริบๆ แล้วดูลุกลี้ลุกลนอะไรแบบนั้นล่ะนะคะ ยังไงก็ขอฝากฟิคป่วง ไว้ให้อ่านเล่นๆ กันซักเรื่องนะคะ หวังว่าคงจะถูกใจคนอ่านบ้างน้า........hope you fun with it yo!!




You’re BIG but I’m small >> START










สักวันหนึ่งเราจะโต เราจะโต



ประโยคที่เด็กชาย ลี แทมิน ท่องจดจำไว้ตั้งแต่เล็ก ในอนาคตผมจะต้องโตขึ้นเป็นผู้ชายที่สูงสง่า เท่ห์ ดูดี เป็นผู้ชายที่ดีพอจะปกป้องคนที่ผมรักให้จงได้


.


.


.


.


.


.





แม้นแสงแดดที่ลอดพ้นชายผ้าม่านเข้ามาภายในห้องนอนจะเริ่มร้อนแล้วแต่ก็ยังไม่มีวี่แววว่าพวกพี่ๆ จะยอมลุกจากเตียงกันเลยซักคน



“ออมม่าฮะ ตื่นเถอะเดี๋ยวผมไปโรงเรียนสายนะ” ผมปีนขึ้นบนเตียงพี่ใหญ่ของวงแล้วชะโงกหน้าเกาะขอบเตียงชั้นสองที่ตอนนี้มีก้อนกลมของผ้านวมสีชมพูหวานขดนิ่งอยู่



“อืม.......ก็ไปเรียกมินโฮสิ”



“ออมม่าจะไม่ทำข้าวเช้าให้ผมกิน แล้วส่งผมไปเรียนเหรอฮะ” ได้ผลชะงัดคนเป็นพี่ที่เมื่อกี้เอาแต่ดึงผ้าผืนนิ่มคลุมหน้าคลุมตายอมโผล่หน้าออกมาให้ผมส่งสายตาออดอ้อนขอความเห็นใจ เสียงพี่คีย์บ่นอะไรงึมงำๆ ติดสำเนียงขัดใจเป็นหนักหนา แต่ผมรู้พี่เขาก็บ่นไปงั้นแหล่ะเดี๋ยวก็ยอมพับผ้าห่มแล้วลุกไปหาอาหารเช้าให้ลูกชายสุดที่รักอย่างผมตามระเบียบ ผมละสายตาจากแผ่นหลังของออมม่าประจำตัวที่เดินออกจากห้องนอนไปเข้าครัวแล้วก่อนจะถกแขนเสื้อเชิ้ตนักเรียนขึ้นพร้อมกับปรายตามองเป้าหมายต่อไป......
..



ผลั่ก!!!! “อ่อก!?!”



ไม่ต้องเดาผมก็พอจะนึกออกว่าคนที่โดนผมกระโดดทับจะหน้าซีดหน้าเซียวขนาดไหน ตุ๊กตาน้องหมูสีชมพูตุ่นในอ้อมแขนของคนตัวนิ่มโดนผมแย่งออกจากอ้อมกอดแล้วโยนส่งๆ ให้ไปแหม่ะอยู่บนที่นอนของผมเอง ผมหลุดขำคิกกับอาการควานมือหาตุ๊กตาตัวโปรดของคนตรงหน้า นี่ขนาดโดนผมล้มทับยังไม่ยอมตื่นอีกคิดดู!



“พี่อนยูคร้าบบบบบบบบบบบบ ตื่นได้แล้ว เร็วๆๆๆๆๆๆ” พร้อมกับคำเร่งท้ายประโยคผมรัดอ้อมแขนตัวเองกอดคนใต้ผ้าห่มแน่นแบบกะให้หายใจไม่ออกกันเลยทีเดียว



“งืออออออออออออ อย่าทำพี่.......พี่ตื่นแล้ววว หายใจไม่อ๊อก แทมิ๊นนนนนนน” เสร็จไปอีกหนึ่ง พี่อนยูยอมลุกขึ้นจากที่นอนแสร้งทำเป็นค้อนผมเล็กน้อยเลียนแบบออมม่าของวง ก่อนจะเอื้อมมือใหญ่มาลูบหัวผมอย่างหมั่นเขี้ยวแทนการเอ่ยอรุณสวัสดิ์เช่นทุกเช้า ระหว่างที่พี่ใหญ่ของวงกำลังขยุ้มผ้าห่มให้เป็นกองผมก็เบนสายตาไปถึงคนที่มีตำแหน่งเป็นพี่รองที่เหมือนจะเริ่มรู้สึกตัวแล้วแต่ก็ยังแกล้งหลับไม่ยอ
มสนใจโลก นั่นไม่ใช่ปัญหาครับเพราะมักเน่คนนี้มีวิธีปลุกพี่จงฮยอนแบบแยบยลและไม่เปลืองแรง



ไม้หนีบอันเล็กที่พี่คีย์เอาไว้หนีบรูปโพลารอยด์ที่หัวนอนคืออุปกรณ์สำหรับการปลุกพี่ชายคนเก่งเช้านี้ ผมบรรจงหนีบไม้หนีบตัวน้อยเข้ากับจมูกของคนตรงหน้าแล้วทาบมือตัวเองลงปิดปากแดงๆ นั่นเอาไว้อีกทอด มองนาฬิกาในห้องจับเวลาได้ไม่เกิน 20 วินาที อาการกระสับกระส่ายขยับตัวไปมาก่อนจะตาเหลือกรีบลุกขึ้นมาหอบหายใจเฮือกฮากของพี่จงฮยอนก็ทำเอาทั้งผมและพี่อนยูที่รอดูผลการทดลองอยู่ถึงกับขำก๊ากอ
อกมาลั่นห้อง



“ไอ้น้องเว....”



“อรุณสวัสดิ์ฮะพี่ เช้านี้อากาศดีเนอะ” ก่อนที่จะได้รับคำชมเชยหวานๆ จากพี่จงฮยอนผมก็เอ่ยทักทายยามเช้าด้วยรอยยิ้มหวานแบบที่ผมก็รู้ว่ามันต้องทำให้คนที่เห็นไม่กล้าบ่นอะไรต่อให้น้องน้อยอย่างผมต้องระคายหูแต่เช้า



ภารกิจปลุกพี่ๆ ครบถ้วนทุกคนเสร็จเป็นที่เรียบร้อย ใช่ครับ ครบทุกคนเพราะใครอีกคนที่ต้องไปโรงเรียนพร้อมกับผมลุกจากที่นอนเงียบๆ แล้วเดินออกจากห้องไปนานแล้ว ผมออกจากห้องนอนแล้วมุ่งหน้าไปที่ห้องน้ำก่อนจะผลักบานประตูไม้สีเข้มเข้าไปภายใน แปรงสีฟันสีเหลืองของผมมียาสีฟันป้ายเอาไว้เรียบร้อยแล้วในขณะที่คนที่จัดการเอาไว้ให้กำลังยืนแปรงฟันอยู่หน้ากระจกในชุดเสื้อเชิ้ตและกางเกงนักเรี
ยน ผมก้าวเข้าไปใกล้อ่างน้ำแล้วหยิบแปรงสีฟันขึ้นมาทำธุระของตัวเองบ้าง กำลังปัดแปรงไปปัดแปรงมาเพลินผมก็เห็นคนข้างๆ ก้มหน้าลงบ้วนปากแล้ววักน้ำล้างหน้าล้างตาตัวเองพลางใช้ผ้าขนหนูที่แขวนเอาไว้เช็ดหน้าหล่อๆ นั่น ผมจะไม่ขมวดคิ้วเคืองเลยถ้าผ้าผืนนั้นมันจะไม่ใช่ผ้าของผมที่ผมเอามาแขวนไว้ตอนตื่น เสร็จแล้วพี่เขาก็ยังไม่ไปไหนยืนเท้าแขนกับขอบอ่างล้างหน้าจ้องตาผมผ่านกระจก



“ผ้าผม” บ่นงุบงิบเสียงเบาเพราะฟองยาสีฟันฟอดเต็มปาก



“แล้วไง”



“ใช้ของตัวเองสิฮะ” พี่เขาไม่พูดอะไรเพียงแค่ยักไหล่แบบขอไปทีก่อนจะยังคงจ้องผมด้วยตาโตๆ นั่นไม่เลิก ผมเลยส่งสายตาถามไปแบบกวนๆ ประมาณว่ามองไร?



“อรุณสวัสดิ์ตัวเล็ก” รอยยิ้มบางพร้อมเสียงทุ้มต่ำที่เอ่ยคำๆ นั้นทำเอาผมรู้สึกแก้มร้อนๆ พิกลจนต้องก้มหน้างุดแล้วทำเป็นขยับแปรงสีฟันไปมาแก้ขวย



“ว่าไงครับ จะไม่ทักทายพี่บ้างเลยเหรอเช้านี้” ใกล้ไปแล้วนะ!! พี่จะเอาอะไรกับผมนักหนาไม่ต้องเข้ามาทวงกันใกล้ขนาดนี้ก็ได้ จมูกโด่งๆ นั่นอีกจะเอามาจิ้มแก้มผมทำไม?!



ผมยกมือขึ้นดันอกคนตรงหน้าให้ออกไปห่างๆ ก่อนจะทำตาดุใส่ แต่คิดว่ามันคงดูไม่น่ากลัวเท่าไหร่เพราะผมก็ยังคาบแปรงสีฟันไว้คาปาก ตาโตๆ คู่นั้นแสร้งเบิกให้โตขึ้นอีกแต่ผมเห็นนะไอ้แววตาพริบพราวแบบกลั้นขำสุดชีวิตนั่น



“อื๊อ!!” แต่ก่อนที่จะได้โวยวายจนน้ำลายและยาสีฟันแตกฟองฟอดมือใหญ่ก็จับผมให้ก้มลงไปบ้วนปากกับอ่างน้ำ ล้างแปรงสีฟันให้แล้วยังแถมเอาน้ำลูบหน้าลูบตาให้อีก และเมื่อพี่เขาใช้ผ้าขนหนูผืนเดียวกับเมื่อครู่ซับน้ำบนหน้าผมเสร็จมืออุ่นคู่นั้นก็ยังไม่ละไปจากแก้มของผม เขาประคองกึ่งบังคับให้ผมต้องยอมสบตาด้วยอย่างต้องการรางวัลตอบแทน เออก็ได้ฟระ...ทวงจริง!



“อรุณสวัสดิ์ฮะพี่มินโฮ” เจ้าของชื่อยิ้มรับอ่อนโยนจนคนพูดอย่างผมทำอะไรต่อไม่ถูกได้แต่เสมองไปทางอื่นแทนที่จะเป็นใบหน้าคมของคนตรงหน้า



“ไปกินข้าวกันเถอะ เดี๋ยวสาย” พูดแล้วพี่มินโฮก็จับจูงผมให้เดินตามต้อยๆ ออกจากห้องน้ำไป ผมไม่อยากจะบอกเลยว่าถ้ามันสายก็เพราะพี่มัวแต่ทวงรางวัลนั่นล่ะ



ใช้เวลาไม่เกินสิบห้านาทีอาหารเช้าฝีมือออมม่าคนเก่งก็ลงไปนอนเท้งเต้งอยู่ในพุงน้อยๆ ของผมเป็นที่เรียบร้อย พี่คีย์รุนหลังผมให้เดินไปหยิบกระเป๋าเป้เตรียมไปเรียนแต่ก็ไม่วายหันไปว้ากใส่พี่อนยูกับพี่จงฮยอนที่กำลังทำตัวง๊องแง๊งแย่งโบโลน่าแผ่นสุดท้ายกัน
อยู่ โดยต่างคนต่างก็ไม่ยอมยกส้อมของตัวเองออกจากของกลางตรงหน้านัยว่าใครยกออกคนนั้นแพ้



“ไปได้แล้วเดี๋ยวสาย มินโฮดูน้องด้วย” ไม่พูดเปล่าออมม่ายัดมือผมใส่มือคนตัวโตที่ก็กุมมือผมแน่นทันทีแล้วพยักหน้าเบาเป็นเชิงรับฝากฝัง คือปีนี้ผมก็สิบเจ็ดแล้วทางไปโรงเรียนผมก็จำได้ขึ้นใจจะอะไรกันหนักหนาง่า - -“



“ไม่ต้องจูง เดินเองได้ ไม่หลงไม่ล้ม” พูดแล้วผมก็พยายาบิดมือออก



“ก็รู้”



ก็ปล่อยสิวะ



อันนี้ผมไม่ได้พูดออกไปแต่ก็เชื่อพี่เขาอ่านสายตาผมออก พี่มินโฮไม่ได้ต่อล้อต่อเถียงอะไรด้วย คนตรงหน้าแค่หันกลับไปสนใจเส้นทางข้างหน้าต่อแต่ประโยคที่ตามมาก็ทำเอาผมอยากโดดเรียนแล้ววิ่งหนีกลับบ้านซะเดี๋ยวนั้น



“พี่อยากจับมือแทมิน ไม่ได้เหรอ?”



จบกัน!!!! ไม่เถียงแล้วก็ได้



เหตุการณ์จนตรอกแบบนี้เกิดขึ้นอยู่หลายครั้ง ผมเคยถามพี่มินโฮว่าทำไมต้องทำเหมือนผมเป็นเด็ก พี่เขาตอบกลับมาว่า.....



เพราะแทมินเป็นเด็กที่น่ารักที่สุดสำหรับพี่



คำตอบนั้นเป็นผลให้ผมหลบหน้าพี่เขาไปสามวันแปดวันถ้าไม่ต้องไปออกรายการด้วยกันผมว่าผมคงหลบหน้าคนหล่อตาโตไปอีกสามอาทิตย์ เชื่อเขาเลยพูดอะไรคิดบ้างไหมเนี่ยว่ามันจะทำร้ายน้องนุ่ง ผมเขินนะก็รู้ๆ กันอยู่ว่าผมขี้อายยังจะทำกันแบบนี้อีก



“..................”



“มองอะไร” รู้ตัวอีกคนเราว่าคนอื่นเขาแอบมอง



“ทำไมพี่สูงจัง”



“อยากสูงบ้าง?” พี่มินโฮเหลือบตามามองผมครู่นึงพร้อมกับเอ่ยถาม ซึ่งผมก็พยักหน้ารับหงึกหงักพลางยกมือขึ้นปาดวัดส่วนสูงของผมกับคนตรงหน้า ผมสูงแค่ประมาณใบหูพี่เขาเท่านั้นเอง



“ดื่มนมเยอะๆ ออกกำลังกายบ่อยๆ เดี๋ยวก็สูง แต่พี่ชอบแทมินแบบนี้มากกว่านะถนัดมือดี”




O_O!!!






มือที่กำลังวัดความสูงของตัวเองตอนเขย่งขาเทียบกับคนข้างตัวชะงักทันที ผมหันไปมองหน้าพี่เขาตาเหลือกแบบที่ผมคิดว่าคงเหลือกพอๆ กับพี่จงฮยอนตอนผมปลุกเมื่อเช้า พี่จะพูดประโยคสอยเดือนสอยดาวตอนเช้าเวลาประมาณเจ็ดโมงทำม้ายยยยยยยยยย ตอนนี้ไม่มีพระจันทร์ ดาวศุกร์ ดาวเสาร์ ดาวอังคารหรือเหล่าดาวนพเคราะห์ให้พี่สอยหรอกนะฮะพี่มินโฮ



“เราตัวแค่นี้พี่ก็ลูบหัวเราได้ง่าย” พูดแล้วยังมีการเอามือข้างว่างที่ไม่ได้จูงผมขึ้นมาลูบหัวหยอยๆ ของผมอีก



“เราสูงแค่นี้พี่ก็จะได้หอมเหม่งเราได้ง่าย” ว่าแล้วก็จรดริมฝีปากอุ่นเข้ากับหน้าผากของผมกันกลางถนนนั่นแหล่ะ ผมรีบหันซ้ายหันขวาด้วยความตกใจแต่ก็ไม่พบว่าจะมีประชาชีคนใดจะออกมาขัดจังหวะเราสองคนในตอนนี้ ทั้งๆ ที่ผมอยากให้มีใครออกมาจ๊อกกิ้งผ่าน หรือหมาบ้านไหนเห่าให้ไอ้บรรยากาศหวานๆ วิ้งๆ นี่มันละลายหายไปเสียที



“พะ....พี่มินโฮ”



“หือม์?”



“อย่าทำแบบนี้....ผ....ผมเขิน” ว่าแล้วยังจะมาทำเป็นเลิกคิ้วถามจ้องตาใสใส่อีกนะคนเรา เขินจริงๆ นะ เขินจนอยากจะแปลงสัญชาติจากประชาชนคนเกาหลีเป็นตาลีบันแทนจะได้ระเบิดพลีชีพในหน้าที่ T^T



“ก็อยากให้เขิน” พี่มินโฮก้มหน้าลงมากระซิบเสียงปนขำที่หูผม



“พี่มินโฮ! พี่แกล้.....” พระเจ้า พระพุทธ บุดดาเบลส จอร์จและซาร่า ใครก็ได้โกหกผมทีว่าไอ้ความรู้สึกนิ่มๆ ที่แตะปากผมอยู่เนี่ยมันไม่ใช่ริมฝีปากอิ่มของพี่ชายตาโต ชเว มินโฮ!!! ผมพลาดที่หันหน้าไปหาหรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์คิดจะลงโทษผม



คนขี้แกล้งกระชากมือที่จับจูงกันไว้ให้ผมถลาเข้าไปในอ้อมกอดแล้วออกแรงกดริมฝีปากทาบลงมาไวจนตัวผมแข็งทื่อชนิดที่ว่าถ้าหัวใจหยุดเต้นได้ด้วยคงเหมา
ะจะไปเป็นหุ่นตั้งโชว์ในพิพิธภัณฑ์ แต่หัวใจมันไม่เป็นอย่างที่ต้องการน่ะสิ เพราะตอนนี้มันเต้นแรงสูบฉีดเลือดให้ผมรู้สึกได้ว่าตัวของผมคงแดงไปทั้งตัวด้วยความอาย มือที่จับสายกระเป๋าเป้ตัวเองไว้กำเกร็งและสั่นอย่างทำอะไรไม่ถูก และเหมือนคนตรงหน้าจะรู้สึกได้พี่มินโฮถอนริมฝีปากออกเล็กน้อยเขายิ้มขำแล้วเอ่ยเสียงเบาชนิดที่ว่าถ้าเราสองคนไม่ได้ใกล้กันขนาดนี้ก็คงไม่ได้ยิน



“หลับตาสิ จะมองพี่อีกนานไหม” พูดจบพี่เขาก็ใช้มือข้างว่างโอบเอวผมแล้วดันจนผมต้องถอยหลังก้าวเข้าไปหลบอยู่ตรงซอกระหว่างต้นไม้ข้างทางกับตู้โทรศัพท์ ผมล่ะอยากจะตะโกนถามเหลือเกินว่าพี่เขากะจังหวะได้พอดีมีหลืบหรือเพราะความเฮงของพี่ท่านโดยแท้ แต่ยังไม่ทันจะเอ่ยปากถามผมก็ต้องหลับตาปี๋จิกนิ้วกับปกเสื้อนักเรียนคนตัวโตเพราะตอนกำลังจะเผยอริมฝีปากถามความรู้สึกอุ่นชื้นของอะไรที่ผมก็พอจะร
ู้ดีมันแทรกเข้ามาหาเสียก่อน



“อ่ะ....อื้อ..” นั่นเสียงอะไร? นั่นเสียงใคร? ฮือออออออ ถึงไม่อยากจะยอมรับแต่ก็รู้ว่ามันคือเสียงของผมเอง ตอนนี้ที่พึ่งเพียงอย่างเดียวของผมคือปกเสื้อเชิ้ตสีขาวกับไรผมนิ่มตรงท้ายทอยของพี่ชายตาโตเพราะกระเป๋าเป้ที่สะพายไว้น่ะมันลงไปกองอยู่แทบเท้าแล้
ว ยิ่งพี่มินโฮหยอกเล่นและพลิกพริ้วมากเท่าไหร่ผมก็อยากจะลมจับหน้ามืดตาลายมากขึ้นเท่านั้น ตัวผมสั่นด้วยแรงลึกลับบางอย่าง หัวใจผมเต้นถี่รัวจนน่ากลัวว่าจะหยุดเต้นหากพี่เขายังไม่หยุดรุกรานผมอย่างตอนนี้



ผมไม่เคยจูบ.......โอเค นี่ไม่ใช่จูบแรกถ้าจะนับจูบที่ผมจิ๊จ๊ะกับน้องหมาน้องแมวไปทั่วน่ะนะ แต่ ณ ขณะนี้ผมทำอะไรไม่ถูก ผมไม่รู้ว่าต้องทำอย่างไร ไม่รู้ว่าต้องเอียงหน้าองศาไหน ไม่รู้ว่าควรจะขบเม้มกลีบปากอิ่มที่คลอเคลียอยู่นี่กลับไปบ้างหรือเปล่า หรือแม้แต่ไม่รู้ว่าจะตอบรับปลายลิ้นร้อนที่ฉุดกระชากเอาสติของผมให้หลุดได้ทุกคราที่ดุนดันเข้ามาอย่างไร เลยทำได้แค่ขยำเส้นผมนิ่มตรงด้านหลังต้นคอของพี่มินโฮเบาๆ เวลาที่รู้สึกหัวใจมันหวิววับและทุกครั้งที่ทำแบบนั้นพี่เขาจะตอบรับกลับด้วยการจ้วงจูบที่หนักหน่วงขึ้นและฝ่ามืออุ่นที่ลูบโลมไล้เล่นอยู่ตรงเสื้อ
เชิ้ตตรงแผ่นหลังของผม



“........ฮะ...พี่...อื๊อ!?!” เพียงแค่เสี้ยวนาทีที่คนตัวสูงกว่ายอมผละริมฝีปากและผมยังสูดเอาอากาศเข้าปอดพร้อมกับเอ่ยเรียกได้ไม่ทันครบคำ ปากอิ่มเต็มที่ผมมักนึกชมอยู่ในใจบ่อยๆ ว่าเป็นปากที่เซ็กซี่น่าจูบก็กดทับลงมาแย่งชิงเอาออกซิเจนที่ผมเพียรพยายามหอบหายใจเข้าปอดเมื่อครู่ไปเสียหมด ตอนนี้ผมอยากจะครางให้เป็นเพลง Love like oxygen จริงๆ เผื่อพี่เขาจะเมตตาเด็กตาดำๆ อย่างผมให้ได้หายใจบ้างไม่ใช่ตั้งหน้าตั้งตาจูบมาราธอนขนาดนี้ จูบแรกผมนะพี่.......จูบแรกโผ๊มมมมมม T^T



เวลาผ่านไปเท่าไหร่ผมก็ไม่มีกระจิตกระใจจะมองนาฬิกาข้อมือตัวเองหรอก รู้แค่ว่าขณะนี้ขอมักเน่พักเหนื่อยกับไหล่แข็งแรงนี่ซักครู่เถอะ เสียงหอบหายใจของผมดังอื้ออึงอยู่ในหูตัวเองจนนึกอายเจ้าของไหล่ที่ตอนนี้ทำเพียงแค่ลูบหลังลูบไหล่ผมเบาๆ ราวกับจะปลอบประโลม



“แทมิน”



“....................................”



“รู้ใช่ไหมว่าพี่รักเรา” เสียงทุ่มต่ำที่ผมได้ยินชัดเจนเพราะมันดังก้องอยู่กับแผ่นอกที่ผมซุกซบอยู่ ถ้าเป็นยามปกติและไม่ใช่คำถามสอยเดือนสอยดาวแบบนี้ผมคงยิ้มหวานแล้วตอบรับเสียงใสอย่างที่ทำอยู่ทุกครั้งเป็นแน่ แต่ตอนนี้มันเขินเกินทนเลยทำได้แค่พยักหน้าเบาๆ อยู่ในอ้อมแขนของพี่เขา



ผมก็พอจะรู้อยู่หรอกว่าพี่มินโฮไม่ได้มองผมเป็นเพียงแค่น้องชาย ผมก็โตแล้วนะเข้าใจภาษากายง่ายๆ ที่พี่เขาชอบทำกับผมอยู่บ้างหรอก ไอ้เดี๋ยวก็กอดเอว เดี๋ยวก็จับมือ เดี๋ยวก็เนียนหอมแก้มบ้างล่ะจุ๊บเหม่งบ้างล่ะ คงไม่มีพี่ชายคนไหนทำไปแล้วจ้องตาไปด้วยสายตาคาริสม่าขนาดนั้นหรอก แต่ผมทำตัวไม่ถูกนี่นาก็แต่ไหนแต่ไรมาผมมองพี่มินโฮเหมือนเป็นไอดอลประจำใจ พี่เขาตัวสูงใหญ่หน้าตาก็ดีเรียนหนังสือก็ไม่ใช่ย่อยพูดจาก็เป็นผู้ใหญ่เกินตัวยิ่งกีฬานี่ไม่ต้องพูดถึง ผมอยากเป็นอย่างพี่เขาอยากเป็นเด็กผู้ชายที่ค่อยๆ เติบโตเป็นชายหนุ่มที่ดูดีได้อย่างพี่เขาบ้าง เพื่อสักวันที่ผมมีคนที่อยากจะปกป้องผมจะได้ดูแลและทะนุถนอมเขาได้อย่างเต็มภาคภูมิ



“เฮ้อ....รู้แต่ก็แกล้งไม่รู้ใช่ไหมเราน่ะ จะรังแกพี่ไปอีกนานแค่ไหน หือม์?”



“อย่ามาใส่ร้ายนะ!! ผมไปทำแบบนั้นกับพี่เมื่อไหร่” เหมือนจะตกหลุมกับดักอะไรซักอย่างที่คนตรงหน้าวางล่อเอาไว้ ผมรีบเงยหน้าขึ้นมาแหวใส่โดยลืมนึกไปว่าตอนนี้เราสองคนอยู่ใกล้กันขนาดไหน ผลก็เลยกลายเป็นผมเองที่ต้องสงบปากสงบคำด้วยความอึ้งแบบทำอะไรไม่ถูกเมื่อเงยขึ้นมาเจอดวงตากลมโตที่มีประกายพริบพราวสมใจ



“พี่แกล้งผม!”



“แกล้งก็เพราะรัก”



“เสี่ยวอ่า” ถึงจะพูดแบบนั้นแต่ผมก็อดแก้มร้อนๆ ไม่ได้ พี่มินโฮเนี่ยเป็นประเภทนิ่งสยบความเคลื่อนไหว แต่อย่ามีช่องให้พี่เขาได้คาริสม่าล่ะเมื่อไหร่เมื่อนั้นคนโดนมีอันม้วนต้วนกันไปข้างเลยทีเดียว คนตัวสูงยักไหล่แบบไม่แคร์กับคำที่ผมต่อว่า



“แทมินอย่ามาเฉไฉ”



“........ผะ...ผมชอบพี่มินโฮมากนะฮะ ผมอยากเป็นอย่างพี่ อยากจะเท่ห์ให้ได้ซักครึ่งหนึ่งของพี่ก็ยังดี ยิ่งนานวันผมก็ยิ่งรู้สึกตัวว่าสายตาตัวเองคอยแต่จะมองตามพี่ แต่ผมไม่รู้ว่ามันจะเรียกว่าอะไรระหว่างความชอบแบบปลื้มหรือ...เอ่อ...ระ...รัก” พอโดนต้อนเอามากๆ ก็เป็นผมเองที่หลุดพูดความรู้สึกในใจออกไปรัวเร็วแบบที่ออมม่าเคยล้อเลียนสมัยตอนเดบิ้วท์ใหม่ๆ พอพูดจบก็ได้แต่ก้มหน้าจนคางแทบชิดอกหลบตาพี่มินโฮที่ก้มต่ำลงมาจนปลายจมูกโด่งนั่นฝังอยู่กับกลุ่มผมของผม



“ถ้าพี่ทำแบบนี้แทมินรังเกียจไหม?” ว่าแล้วพี่เขาก็หอมแก้มผมเสียฟอดใหญ่ ผมส่ายหน้าจนเส้นผมกระจาย ใครจะรังเกียจมีแต่หัวใจดวงน้อยของผมนี่แหล่ะที่จะเริ่มเต้นถี่ขึ้นอีกครา



“แล้ว......จูบเมื่อกี้ล่ะ” พอคิดถึงเหตุการณ์เมื่อสักครู่ผมก็ยิ่งใจเต้นตูมตามเข้าไปอีก ผมกัดปากตัวเองเล็กน้อยก่อนจะส่ายหน้าเบาๆ อย่าหาว่าผมใจง่ายนะฮะแต่พี่มินโฮจูบเก่งจริงๆ T3T



“คบกับพี่ได้ไหม? ถ้าไม่ตอบภายในห้าวินาทีพี่ถือว่าเราตกลงนะ” อาการเงียบเอาแต่ก้มหน้าของผมทำให้พี่ชายตาโตโมเมเอาเองเสร็จสรรพ



“วันนี้พี่มินโฮพูดมากจัง”



“แทมิน” ทำไมต้องทำเสียงดุด้วยเล่า แค่จะพาเข้ารกเข้าพงแค่นี้เอง T[]T



“อื้อ”



“อื้ออะไร?” ยังจะแกล้งกันอีกนะคนเรา ผมจะฟ้องพี่อนยู พี่จงฮยอน พี่คีย์ว่าพี่แกล้งผมคอยดู๊



“อื้อ! อื้อ! อื้อ! อื้อ!” กระแทกเสียงย้ำตอบรับไปอีกหลายรอบ นี่ผมเริ่มจะงี่เง่าให้ดูแล้วนะถ้าพี่เขายังไม่เลิกแกล้งให้ผมเขินอยู่อีกเนี่ย



“หึหึ โอเคๆ พี่เข้าใจแล้วไม่แกล้งแล้ว อย่าทำหน้าแบบนั้นสิแทมิน” พี่มินโฮยกหลังมือขึ้นปิดปากแล้วกลั้นยิ้มขำสนุกมากใช่ไหมแกล้งมักเน่ได้เนี่ย คนตรงหน้าใช้นิ้วคลึงตรงหว่างคิ้วของผมที่ขมวดมุ่นด้วยความขัดใจให้คลายออกก่อนจะลากปลายนิ้วลงมาเกลี่ยแก้มผมเบาๆ กิริยานุ่มนวลอ่อนโยนดังเช่นทุกครั้งที่พวกเราอยู่ด้วยกันแต่ผมชักรู้สึกถึงบรรยากาศหวานๆ วิ้งๆ อีกแล้วสิ




“พี่รักเรานะแทมิน”



จบประโยคกลีบปากที่เอื้อนเอ่ยคำรักนั่นก็ทาทับลงบนริมฝีปากที่ยังบวมช้ำของผมอีกครั้ง เมย์เดย์ เมย์เดย์ ใครก็ได้ช่วยโผล่ออกมาขัดจังหวะทีเถอะ คนแถวนี้เขานิยมนอนตื่นสายกันใช่ไหมฮะ ช่วยออกมาขัดขวางบรรยากาศหวานวิ้งนี่ทีก่อนที่ผมจะขาดใจตาย ระหว่างนั้นผมก็เริ่มคิดว่าต่อไปนี้ผมคงไม่ต้องพยายามทำตัวให้ดูเท่ห์หรือเลียนแบบพี่เขาอีกแล้ว เพราะแทนที่ผมจะโตขึ้นเป็นชายหนุ่มล่ำบึ้กเพื่อดูแลปกป้องใครซักคนผมก็เปลี่ยนมาเป็นใครซักคนที่ให้พี่ชายตัวโตดูแลทะนุถนอมแทนก็แล้วกัน



“อื๊ออออออออ~~~~!!” และนั่นคือเสียงสุดท้ายเท่าที่ผมจะจำได้ก่อนจะเคลิ้มไปกับจูบหวานๆ อุ่นๆ ของพี่มินโฮ ให้ตายเหอะผมชักชอบจูบกับพี่เขาซะแล้วสิ






You’re BIG but I’m small >> END.








แถมพก......



“กลับมาแล้ว” เสียงเปิดประตูหอพักตามด้วยเสียงทักทายยามกลับเข้ามาเช่นทุกครั้งเรียกความสนใจจากสามหนุ่มที่กำลังจดจ่ออยู่กับจอโทรทัศน์ให้ต้องหันไปมอง คนที่ได้ชื่อว่าเป็นออมม่าขมวดคิ้วฉั่บเมื่อเห็นคนเป็นลูกชายเดินก้มหน้าเกาะชายเสื้อเชิ้ตของไอ้หล่อตาโตต้อยๆ กำลังจะอ้าปากถามความผิดปกติแบบแปลกๆ นั่นอยู่แล้วแต่ก็โดนพี่ใหญ่ชิงตัดหน้าเสียก่อน



“เฮ้ย โรงเรียนเลิกเร็วนะ นี่เพิ่งแปดโมงครึ่งเอง”



“น้องไม่สบายผมก็เลยพากันกลับบ้านดีกว่า” พูดพลางลูบหัวคนที่โดนอ้างว่าไม่สบายเบาๆ ส่วนเจ้าตัวน่ะไม่ยอมเงยหน้าขึ้นมาสบตาใครเลยซักนิดเดียว



ผิดปกติเกินไป



คีย์คิดในใจแล้วก็ทนไม่ได้ที่จะไม่เอ่ยถาม



“แท......”



“ฉันพาน้องไปนอนพักก่อนนะ” ยังไม่ทันจะเอ่ยซักไซ้คนตัวสูงก็ขัดขึ้นมาก่อน มือใหญ่โอบโหล่คนตัวเล็กกว่าแล้วพาเดินเข้าห้องนอนไปโดยไม่สนใจใครบางคนที่กำลังยกมือขึ้นเกาปากตัวเองยิกๆ



“จะไปไหนคีย์?” จงฮยอนทักขึ้นพร้อมกับคว้าข้อมือคนเป็นน้องเอาไว้ก่อนที่เจ้าของชื่อจะพรวดพราดลุกจากโซฟาเพื่อเข้าไปดูลูกรักในห้องนอน



“ไปดูแทมิน ไม่สบายมากรึเปล่าก็ไม่รู้”



“ปล่อยพวกมันไปเหอะน่า มินโฮมันดูแลของมันได้” พูดทั้งๆ ที่สายตาก็ไม่ได้ละไปจากหน้าจอโทรทัศน์เบื้องหน้า



“ห๊า??” ทั้งคีย์และอนยูอุทานขึ้นพร้อมกัน ก็จะไม่ให้สงสัยได้ยังไงไอ้เป็ดมันพูดจาแปลกๆ



“เอาน่าๆ ........ฉันอยากกินนี่ว่ะคีย์ เย็นนี้ทำให้กินทีดิ” ว่าแล้วก็ชี้ไปบนจอที่ปรากฎรายการสาธิตการทำอาหารเพื่อเบี่ยงประเด็น คนเป็นพ่อครัวประจำวงพยักหน้าหงึกหงักสนใจเสียงพิธีกรที่กำลังแนะนำส่วนผสมอยู่ทันที ส่วนอนยูไม่ต้องพูดถึงถ้าลองว่าได้เอ่ยถึงเรื่องของกินพี่ท่านสนใจเป็นอันดับหนึ่งเสมอ จงฮยอนลอบมองคนสองคนข้างตัวเองที่ดูเหมือนจะลืมเรื่องเมื่อครู่แล้วเรียบร้อยเล็กน้อยก่อนจะเบนสายตากลับไปมองบานประตูไม้ของห้องนอนที่ปิดสนิทแล้วก
็ได้แต่คิดในใจ.......



แม่งพากันไปโรงเรียนประเทศไหนวะ น้องรักกูกลับมาถึงได้มีรอยแดงชัดแจ๊งแว๊งตรงต้นคอขนาดนั้น - -“






จบเห๊อะ.......ฮะเอิ้กๆ






*VulgarAlice* talk: อย่าว่าน้าว่าจบสั้นและห้วนมากเกินไป คนแต่งจบไม่ลงเลยเวิ่นจนได้แบบนี้แหล่ะหนอ ความจริงแล้วแอบตั้งชื่อภาษาไทยในใจว่า "พี่ตัวโตกับน้องตัวเล็ก" เสี่ยวเนอะ? ฮ่าๆๆๆๆๆๆ สนุกไม่สนุกก็บอกกันได้นะคร้าบบบ

[SF] "Oh baby!....dear Baby" :: 민호x태민    

Title: [SF] "Oh baby!....dear Baby"
Pairing: Choi Minho x Lee Taemin
Rating: PG-13,fluffy แอบกิ๊วก๊าวนิดๆ ^^''
Status: END
From gliowyn.: แก่นของเรื่องไม่มีอะไรมาก ก็แค่อยากให้น้องได้ออดอ้อนคุณชายชเวแบบน่ารักน่าชังซักเรื่อง มันก็อีหรอบว่าโชตะค่อนนั่นแล ฮา อายุของทั้งสองคนก็ไม่ได้กะเกณฑ์อะไรที่แน่ชัด แต่ก็ประมาณว่าสำหรับน้องนั้นอยู่ในช่วงประถมปลาย ส่วนมินโฮเองก็เป็นนักศึกษาปี 1 ปี 2 ส่วนสถานที่ก็ไปไหนไม่ไกลอยู่แต่ในห้องนอนคุณชายชเวนั่นแล อ๊ะๆๆๆ อย่าคิดอะไรไปไหนไกล เพราะมันไม่มีอะไร......จริงๆ นะ


Oh baby!....dear Baby >>> START



แสงแดดอ่อนๆ ทอทอดผ่านผ้าม่านบางสีเขียวอ่อน ทาทาบลวดลายสวยตกเป็นเงากระทบกับพื้นพรมภายในห้องขนาดไม่เล็กไม่ใหญ่บนชั้นสองของบ้านตระกูลชเว
บรรยากาศยามสายของวัน แสนสบายด้วยสายลมบางเบาที่ลอดผ่านตามมาพร้อมแสงแดด ชายหนุ่มเงยหน้าจากกองหนังสือตั้งใหญ่ ถอดแว่นตากรอบสีดำออกก่อนจะใช้นิ้วหัวแม่มือและนิ้วชี้นวดคลึงบริเวณหัวคิ้วเพื่อบรรเทาอาการล้าจากการตะลุยอ่านหนังสือมาตั้งแต่เช้ามืด ช่วงใกล้สอบเป็นแบบนี้แทบทุกวันที่มินโฮจะต้องลุกขึ้นมาตอนฟ้ายังมืดครึ้มเพื่อนั่งเปิดตำราท่องจำสารพัดสูตร สารพัดบทความ เพียงเพื่อจะได้ใช้เวลาเพียงแค่ 2 ชั่วโมงตัดสินอนาคตการศึกษาในภาคเรียนถัดไปว่าจะผ่านพ้นเงื้อมมือบรมครูสุดโหดได้หรือไม่

“อรุณสวัสดิ๋ฮะ คุณป้า!”


“เฮ้อ...อยากไปเที่ยว” เอนตัวพิงพนักเก้าอี้จนเก้าอี้ยุบฮวบตามแรงดัน


*ตึง..ตึง*


“.....อยากเตะบอล” แหงนหน้ามองเพดานห้องเอาคอพาดไปกับเก้าอี้อย่างหมดเรี่ยวแรง


*ตึง..ตึง*


“อยากลงขวดเว้ย.......!” ยกขาใต้กางเกงผ้าฝ้ายเนื้อบางขึ้นพาดกับขอบเตียงนอนข้างตัว


*แกร่กๆ*


“ฮยอง~....ฮยอง~ เปิดประตูให้หน่อยสิ.......ฮยองงงงงงงงงงง”


ใบหน้าหล่อคมที่ติดจะเบื่อหน่ายเล็กน้อยพลิกกลับไปมองยังบานประตูไม้สีน้ำตาลเข้ม ที่บัดนี้ไม่ต้องคาดเดาว่าคงจะมีร่างน้อยๆ ยืนหมุนลูกบิดพร้อมกับเม้มปากแดงๆ ด้วยความขัดใจอยู่


-เปิดให้โง่ดิ เมื่อวานก็มากวนจนไม่ได้อ่านทั้งวัน- ชายหนุ่มบุ้ยปากให้กับบานไม้หน้าห้อง ก่อนจะเสกลับไปมองเพดานสีขาวสะอาดพลางฮัมเพลงสบายใจ ราวกับว่าบนเพดานมีอะไรที่น่าพิสมัยกว่าเจ้าของเสียงเล็กหน้าประตูห้องเป็นไหนๆ


*ตึงๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ*


“คุณป้าคร้าบบบบบบบบบบ ฮยองไม่ยอมเปิดประตูให้แทมิน~~~~” เสียงซอยเท้าวิ่งลงบันได ตามมาด้วยเสียงเด็กน้อยแหววฟ้องคุณนายเจ้าของบ้านดังแว่วขึ้นมาถึงภายในห้อง มินโฮเอาลิ้นดุนกระพุ้งแก้มอย่างขัดเคืองเมื่อได้ยินดังนั้น แต่ก็ใช่ว่าเขาจะต้องรีบลุกขึ้นไปเปิดประตูรับเจ้าตัวกวน หรือกลัวว่าผู้เป็นมารดาจะมาหาโทษโกรธความอะไรกับเขา ในเมื่อเขาจะอ้างซะอย่างว่าเขานอนหลับอยู่


“…………………………………” ชายหนุ่มเงี่ยหูฟังความเป็นไปภายนอก ทุกอย่างดูเงียบสงบดีไม่มีเสียงโวยวายของคุณนายชเวประสานกับเสียงง๊องแง๊งของเด็กน้อยดังคาด เขาระบายลมหายใจด้วยความโล่งใจเปลือกตาบางปิดลงแล้วนั่งฮัมเพลงในคอต่อไปอย่างผ่อนคลาย.........


...........ผ่านไปได้เพียงครู่เดียวมินโฮก็ตระหนักว่าความเงียบที่เกิดขึ้นมันผิดปกติ เงียบเกินไปและง่ายเกินไปที่เจ้าตัวยุ่งจะยอมรามือในเมื่อทุกๆ วันจะต้องมีกลยุทธบุกห้องเขาได้มันทุกครา คนตัวสูงหยุดเสียงเพลงในลำคอลง ความเงียบที่เงียบจนหูได้ยินเสียงอื้ออึงดังหึ่งเริ่มทำให้เขาระแวง อะไรบางอย่างสั่งให้เขาต้องลุกขึ้นจากเก้าอี้บัดเดี๋ยวนั้นก่อนที่จะสายเกินแก้ไข


“ฮยอง!!!!”


“เฮ้ย!!!”


*ตุ้บ!*



เหมือนลางสังหรณ์จะทำงานได้ดีเหมือนทุกครั้ง จังหวะที่มินโฮลุกขึ้นจากเก้าอี้เป็นจังหวะเดียวกับที่สิ่งมีชีวิตลักษณะคล้ายเห็ดตัวเล็กๆ กระโดดโผเข้าหาด้วยแรงโถมแบบไม่ยั้ง เป็นผลให้ทั้งตัวเขาและสิ่งมีชีวิตเล็กๆ นั่นหล่นปุไปอยู่บนที่นอนนุ่นที่เหมือนจะรู้หน้าที่เตรียมการณ์รับเหตุฉุกเฉินได้ทันท่วงที แต่แรงกระแทกก็ยังเป็นผลให้ชายหนุ่มต้องคลำหัวและคางตัวเองป้อยเพราะหัวของเขากระแทกอย่างแรงเข้ากับเบาะที่ถึงจะนุ่นแต่ก็ยังแข็งพอที่จะทำให้สมองกระเทือนกันได้เลยทีเดียว และยังจะคางที่โดนลูกโหม่งของหัวทุยๆ เข้าเต็มสตรีม ตอนนี้เขาบอกได้อย่างเดียวทั้งเจ็บ ทั้งมึน!!


มินโฮสบถเสียงไม่เบานักก่อนจะยันตัวลุกขึ้นตั้งท่าจะบ่นตัวต้นเหตุเต็มที่ แต่แล้วเมื่อได้ลุกขึ้นมาสบตากับเจ้าของร่างน้อยที่นั่งแหม่ะอยู่บนเอวเขา คำพูดผรุสวาทต่างๆ ก็มีอันต้องชะงักไปทันท่วงที....


ก็จะให้เขาบ่นว่าอะไรได้ล่ะ ในเมื่อตอนนี้ตากลมโตสีน้ำผึ้งไหม้นั่นมีหยาดน้ำอุ่นเอ่ออยู่ปริ่มขอบตา ปากอิ่มแดงก็เบ้เบะเตรียมจะปล่อยโฮในไม่ช้า ไม่รอช้าให้ต้องปวดประสาทหูชายหนุ่มรีบคว้าเอาร่างน้อยเข้าหาตัวอย่างรวดเร็วให้เจ้าตัวเล็กได้ซุกซบอยู่กับอกและอ้อมแขนอุ่น มือใหญ่ข้างหนึ่งอ้อมผ่านหัวกลมทุยที่ปกคลุมด้วยเส้นไหมสีเข้มทรงม้าเต่อตะปบปิดปากตุ่ยๆ นั่นไว้กันเสียงร้องงอแง ส่วนอีกข้างก็ยกขึ้นลูบผมเส้นเล็กเบามือ.....การกระทำของมือสองฝั่งช่างขัดกันอย่างสิ้นเชิง แต่อ่อนโยนนักกับสัมผัสที่ได้รับ มินโฮแก้ตัวในใจว่าไม่ใช่เพราะหายโกรธแล้วหรอกนะแต่เพราะไม่อยากฟังเสียงทำลายโสตก็เท่านั้นเอง


“ห้ามร้องนะแทมิน ถ้านายร้องฉันจะจับโยนออกนอกห้อง” เสียงทุ้มดังแว่วอยู่เหนือหัว เด็กน้อยได้ฟังดังนั้นก็รีบพยักหน้าหงึกหงักรับปากรับคำเป็นพัลวัน แต่ถึงอย่างนั้นมือใหญ่ก็ไม่มีทีท่าจะปล่อยออกจากปากจิ้มลิ้มนั่นเลยซักนิด เด็กน้อยเริ่มเกิดอาการหายใจหายคอไม่ออก เขาพยายามใช้มือน้อยแงะเอาสิ่งกีดขวางนั่นออก แต่ก็ไม่เป็นผลไม่มีเขยื้อนแถมดูเหมือนจะยิ่งแน่นขึ้นไปอีกเมื่อเด็กน้อยสะบัดหน้าหนีมือนั่นไปมา รอยยิ้มเจ้าเล่ห์จุดขึ้นที่มุมปากคนที่ได้ชื่อว่าโตกว่าดูเหมือนจะสนุกกับการได้เอาคืนเล็กๆ น้อยๆ จากเจ้าตัวเล็ก


“อ่อยอ๊ะ!” เสียงอู้อี้ที่ฟังไม่ได้ศัพท์แต่เขาก็พอเดาได้ว่าคนบนตักพูดว่า ปล่อยนะ ด้วยน้ำเสียงที่ติดตะเริ่มหงุดหงิด


“สัญญาก่อนสิว่าจะไม่ร้องโวยวายถ้าฉันปล่อยมือ” แทมินจ้องคนตรงหน้าจนตาจะโปนเหมือนใครบางคนแถวนี้ สมองน้อยๆ ประมวลผลหาทางรอดทันที –ทำยังไงถึงจะเอามือฮยองออกได้นะ...ฮึ่ม!-


และไม่นานตากลมโตก็วาววับขึ้นชั่วแว่บแต่ก็ทำเอาเจ้าของมือใหญ่รู้สึกตงิดใจได้ไม่น้อย แทมินจ้องตอบเข้าไปในดวงตากลมโตไม่แพ้กันนั่นด้วยรอยยิ้มในตาตามแบบฉบับเด็กชาย เขาเอื้อมมือทั้งสองข้างขึ้นจับยึดข้อมือใหญ่ที่ปิดปากตัวเองไว้มั่น มินโฮรู้สึกถึงความนุ่มหยุ่นที่อยู่ภายใต้อุ้งมือเริ่มขยับยุกยิก ก่อนจะความรู้สึกเจ็บแปล๊บจะตามมาบัดเดี๋ยวนั้นและแน่นอนตามมาด้วยเสียง.......


“โอ๊ย~! แทมินนี่นายกัดฉัน!” ชายหนุ่มสะบัดมือที่รีบผละออกจากริมฝีปากน่ารักนั่นทันทีเมื่อเจอฤทธิ์เดชความน่ารักของมันเข้าให้ ก่อนจะกราดสายตากรุ่นอารมณ์มาคุใส่เจ้าของชื่อที่ไม่มีกิริยาว่าสำนึกผิดในการกระทำของตัวเองเลยซักนิด แถมยังนั่งกอดอกหน้าเชิดคร่อมอยู่บนเอวเขาเฉยเลย –หน่อยแน่ะ เจ้าตัวแสบมาทำลอยหน้าลอยตาเร๊อะ!-


เร็วนักในความรู้สึกของเด็กน้อย แทมินเห็นเส้นสีต่างๆ ตวัดวาดผ่านไปอย่างรวดเร็วก่อนจะรู้สึกตัวอีกครั้งเมื่อเห็นเพียงแค่ท่อนแขนแข็งแรงสองข้างที่ล้อมกรอบตัวเองไว้และเพดานสีขาวสะอาดเบื้องหลังใบหน้าหล่อเข้มของพี่ชายข้างบ้าน ตอนนี้คนตัวเล็กตกอยู่ภายใต้อาณัติของชายหนุ่มเป็นที่เรียบร้อยมินโฮกระตุกยิ้มมุมปากอย่างเคยชิน มันเป็นยิ้มที่ดูมีเสน่ห์นักสำหรับสายตาของคนภายนอก แต่สำหรับเจ้าตัวเล็กยิ้มแบบนี้มันยิ้มเยาะกันชัดๆ หึ้ย!


“แทมินจะฟ้องคุณป้า” เด็กน้อยขู่เสียงแหวว


“กลัวตายล่ะ ใครกันแน่กัดกันก่อน” คนเป็นลูกก็มีท่าทีแสนจะกลัวเต็มที่


“แทมินจะฟ้องออมม่าด้วย” ขู่ฟ่ออีกคราเมื่อคนแรกไม่สามารถสร้างกระแสหวั่นเกรงให้แก่คนตรงหน้าได้


“เห๊อะ! นายก็รู้ว่าถ้าฟ้องคุณน้า คนที่จะโดนดุน่ะนายไม่ใช่ฉันแน่นอน เพราะนายมันตัวป่วน” นอกจากจะไม่กลัวแล้วยังมีการแบล็คเมล์กลับอีกต่างหาก งานนี้แทมินเลยต้องหยุดชื่อของผู้พิพากษาคนต่อไปที่กำลังจะเอ่ย แล้วทำปากยู่ขมวดคิ้วมองหน้าคนตัวโตกว่าที่คร่อมทับตัวเองไว้ด้วยความแค้นเคือง


“ไม่ได้ป่วนซักหน่อย ก็ขอเข้าห้องดีๆ ทำไมฮยองไม่เปิดให้ล่ะ?” ปากสีเชอรี่จิ้มลิ้มอูดอูมยามเมื่อไม่ได้สิ่งใดดั่งใจ


“ขืนเปิดให้นายเข้ามาฉันก็มีอันไม่ต้องอ่านหนังสือหนังหากันพอดีน่ะสิ” นี่ก็เถียงกลับได้ทันควันไม่มีสะดุด


“ก็แทมินอยากมาหาฮยอง อยากมาอ่านหนังสือเป็นเพื่อนฮยอง อยากมากินข้าวกับฮยอง อยากมาเล่นกับฮยอง อยากมานอนกับฮยอง หย่ะ....!”


“พอๆ พอ สรุปสั้นง่ายได้ใจความ นายก็จะมาป่วนนั่นแหล่ะ “ มินโฮรีบเอายกมือข้างหนึ่งจากที่นอนที่เท้าตัวอยู่ขึ้นอุดปากที่สาธยายเจื้อยแจ้วนั่นก่อนที่จะต้องทนฟังสารพัดเหตุผลที่เจ้าตัวพยายามขุดขึ้นมาอ้าง เขาเอียงคอมองร่างเล็กที่พยายามดิ้นให้หลุดพ้นจากการกดทับของเขาอยู่เนืองๆ อย่างตัดสินใจ - เฮ้อ~ ให้มันได้แบบนี้ดิ –


“ก็ได้ นายอยากอยู่กับฉันก็ได้ แต่.....แต่มีข้อแม้ยังไม่ต้องดีใจไป นายต้องสัญญาก่อนว่าจะต้องเป็นเด็กดี แล้วก็ต้องไปขออนุญาตจากคุณน้าก่อนว่าคืนนี้จะขอมานอนค้างที่นี่ ไม่ใช่อยู่ดีๆ ก็ปีนหน้าต่างข้ามมามุดโปงฉันอีกอย่างวันก่อน.....โอเค๊?”


“โอเค~” นิ้วโป้งกับนิ้วชี้เล็กๆ จรดกันเป็นสัญลักษณ์แห่งการตกลง รอยยิ้มสวยใสปรากฏขึ้นบนริมฝีปากน่ารักน่าใคร่นั่นอย่างกว้างขวางด้วยความดีใจที่พี่ชายคนดียอมตามใจตนเองดังเช่นทุกครั้ง แทมินคว้าจับคอเสื้อโปโลสีส้มอ่อนที่ชายหนุ่มสวมอยู่ด้วยมือทั้งสองข้างก่อนจะใช้เป็นหลักโหนตัวเองขึ้นจากที่นอน คนที่ได้ชื่อว่าเป็นพี่ช่วยอำนวยความสะดวกด้วยการอ้อมมืออุ่นล้อมรอบเอวของเด็กชายแล้วช่วยช้อนตัวขึ้นอีกแรง จากนั้นจึงช่วยจัดเสื้อยืดสีฟ้าสดใสบนตัวบางๆ นั่นให้เข้าที่เข้าทางไม่ลืมที่จะจับผมให้เป็นทรงไม่ยุ่งเหยิงเพราะเหตุเมื่อครู่ด้วย


“งั้นแทมินไปขอออมม่าก่อนนะ ฮยองอยากกินขนมมั้ย? เดี๋ยวจะได้เอาคุ้กกี้จากที่บ้านมาให้”


“ของฉันไม่ต้องหรอก นายจะกินก็เอามาแค่ส่วนของนายเหอะ” เด็กน้อยพยักหน้ารับ ก่อนจะกระโดดผลุงลงจากเตียงแล้วกลับหลังวิ่งตื๋อออกจากห้อง แต่ยังไม่ทันจะงับประตูไม้บานหนาปิดตามหลังเสียงทุ้มของชายหนุ่มก็โผล่งถามเรื่องที่สงสัยขึ้นเสียก่อน


“แทมินเมื่อกี้นายเข้ามาได้ไง?” มินโฮนั่งขัดสมาธิเท้าคางตัวเองกับหัวเข่ามองคนตัวเล็กที่ส่งยิ้มหวานหยดให้พร้อมกับควักกระเป๋ากางเกงขาสั้นของตัวเองหยิบของบางอย่างออกมาโชว์


“ก็ได้ไฟท์ไฟท์ช่วยไว้น่ะสิ”


“หือ?” เจ้าของห้องจ้องมองแผ่นการ์ดของเด็กเล่นในมือเล็กอย่างไม่เข้าใจ


“ก็ทำแบบนี้......แล้วก็สะบัดนิดนึง โอ๊เย่~! เรียบร้อยโรงเรียนแทมิน คิกๆ” หัวเราะเสียงใส ก่อนที่เด็กชายจะแสดงให้ดูถึงประโยชน์ของการ์ดพลังมาสค์ ไรเดอร์ ไฟท์ ด้วยการสอดการ์ดเข้าระหว่างช่องประตูกับกรอบประตูแล้วตวัดของในมือเพียงเล็กน้อยลูกบิดประตูก็แยกออกจากกันให้เห็นเป็นขวัญตา


“ไอ้ตัวแสบบบบบบบบบบบบ~! หยุดเดี๋ยวนี้นะแทมิน มาให้จัดการซะดีๆ” สายไปเสียแล้วกว่าจะกระเด้งตัวจากเตียงมาถึงตัวเจ้าตัวแสบที่ว่า เด็กน้อยก็เผ่นแผล่วลงไปบันไดไปพร้อมเสียงหัวเราะเสียงดังลั่นบ้านชเว




+-+-+-+-+-+-+-+-+-+-+-+-+-+-+-+-+-+-+-+-+-+-+-+-+-+-+-+-+-+-




แสงแดดแรงร้อนค่อนข้างจัดของยามบ่ายสาดส่องผ่านทะลุม่านสีเขียวอ่อนของห้องนอนห้องเดิม แสงตกกระทบเครื่องเรือนต่างๆ ภายในห้องเกิดเป็นเงาของวัตถุนั้นๆ ทาบลงบนผนังฝั่งตรงข้ามของห้อง อุณหภูมิสูงขึ้นเรื่อยๆ ตามอนุภาพรังสีของแสงแดด..........จวบจนแสงนั้นเริ่มแปรเปลี่ยนเป็นสีส้มเข้มด้วยดวงอาทิตย์เริ่มคล้อยต่ำยามเย็น ความแรงร้อนจึงบรรเทาลงตามไปด้วย หลังอาหารเย็นประจำบ้านตระกูลชเวจบลงทั้งเจ้าของห้องและเด็กน้อยผู้ตามติดแจก็กลับมาปักหลัก ณ ที่เดิมอีกครั้ง


เจ้าของห้องทอดกายกึ่งนอนกึ่งนั่งพิงหัวเตียงไว้ด้วยท่วงท่าสบายๆ เป็นชั่วโมงแล้ว ในมือมีหนังสือเล่มหนาพาดหัวปกว่า ’ไฟฟ้าจากแหล่งพลังงานตามธรรมชาติตามความคิดแนวใหม่’ คิ้วเรียวของเด็กน้อยที่นอนอยู่เคียงข้างขมวดมุ่นด้วยพยายามจะแปลความหมายของชื่อหนังสือและทำความเข้าใจ
มินโฮเบนสายตาจากตัวหนังสือหลายร้อยตัวในมือมองเจ้าตัวเล็กที่ปากบอกแจ้วๆ ว่าจะมาอยู่เป็นเพื่อนอ่านหนังสือ แต่เท่าที่เขาดูมันน่าจะเรียกว่ามา จ้อง หนังสือเสียมากกว่านะ และเหมือนเจ้าตัวจะรู้ตัวว่าถูกพินิจพิเคราะห์อยู่เสียงเล็กจึงดังขึ้นทำลายความเงียบเชียบ


“ฮยอง” เอ่ยปากเรียกทั้งๆ ที่ไม่ได้ละสายตาจากตัวหนังสือตรงหน้าปก


“หือม์?”


“เย็นแล้ว อาบน้ำกันเหอะ” ชวนดื้อๆ ไม่มีปี่ขลุ่ยตามสไตล์เด็กชาย มินโฮเองก็ไม่ได้นึกแปลกใจอะไรกับคำพูดที่ติดจะขวานผ่าซากและเอาแต่ใจเล็กน้อยของคนตัวเล็ก เพราะเขาแสนจะชินชากับความซ่า ซน ป่วนของลูกพี่ลูกน้องที่อยู่บ้านติดกันนี่ตั้งแต่จำได้ว่าแทมินโผล่ออกมาลืมตาดูโลกก็ว่าได้ มินโฮถอดแว่นตาออกวางไว้ที่โต๊ะเตี้ยข้างเตียงนอนพร้อมกับวางหนังสือในมือลงไว้ข้างๆ กัน เมื่อนั้นเองที่ดวงตากลมเปลี่ยนจากปกหนังสือช้อนขึ้นมองใบหน้าคมเข้มของพี่ชาย


“จะอาบน้ำแล้วเหรอ? วันนี้ยังไม่ได้ออกกำลังกายเลยนะแทมิน” พูดพลางใช้นิ้วเกลี่ยปอยผมที่ตกลงมาเกะกะแก้มใสขึ้นไปทัดกับใบหูเล็ก เจ้าตัวเล็กหลับตาพริ้มรับสัมผัสเมื่อนิ้วยาวเกลี่ยลามไล้จากพวงแก้มลงมาถึงปลายคางก่อนจะลืมตาขึ้นจ้องกลับไปยังตาคมๆ เหมือนต้องการถามกลับว่า ยังคิดจะออกอีกเหรอกำลังกายน่ะ



“นิดหน่อยน่า จะไม่ให้ทำเลยทั้งๆ ที่เคยทำอยู่เกือบทุกวัน ฉันก็ครั่นเนื้อครั่นตัวพาลจะทนไม่ไหวเอาเหมือนกันนะ” เด็กชายฟังคำตอบแล้วก็แกล้งเบะปากทำหน้าเซ็ง แล้วจึงค่อยยันตัวลุกขึ้นจากฟูกหนานุ่มแล้วก้าวขาคร่อมต้นขาของคนตัวโตกว่าไว้


“ห้ามนานนะ ถ้าแทมินบอกพอต้องหยุดด้วยล่ะฮยอง” ไม่มีคำตอบเป็นเสียงพูด ชายหนุ่มเพียงแค่ยกยิ้มให้แล้วจึงค่อยยันกายขึ้นจากที่กึ่งนั่งกึ่งนอนโน้มตัวไปข้างหน้าเข้าหาร่างน้อยบนหน้าตัก............

.......................................................................................

.............................................................................

.................................................................

.....................................................

..........................................

.................................

.......................

...............

..........

....

.


“แฮ่ก.......81.........82.......อื้อ.....แปด อ่ะ....ฮยองไม่ไหวแล้วนะ ......83...” เสียงเล็กๆ สั่นพร่านับเลขเรียงเรื่อยตามจำนวนที่เพิ่มพูนขึ้น หน้าอกเล็กสะท้อนขึ้นลงเป็นจังหวะถี่กระชั้นด้วยความเหนื่อยอ่อน แม้กระนั้นผู้เป็นต้นเหตุของความเหนื่อยอ่อนก็ไม่มีทีท่าจะหยุดการกระทำแม้แต่น้อย ชายหนุ่มยังคงรักษาระดับความเร็วของจังหวะไว้ไม่มีตก


“ฮื๊อ~ ฮยอง ไม่ไหวแล้วน้า~ ไหนสัญญาแล้วไงว่า....ว่าถ้าบอกให้พอต้องพออ่ะ”


“90.......91...อืมมมมม อีกนิดเดียว อีกนิดแทมินทนหน่อย” เสียงทุ้มสั่นพร่า หอบเหนื่อยไม่แพ้กัน มินโฮยังคงโน้มกายเข้าหาเจ้าตัวเล็กบนหน้าตักไม่หยุด แรงของการยกลำตัวของชายหนุ่มทำให้มือน้อยทั้งสองข้างที่ยันเป็นหลักอยู่บนตัวของคนตัวโตกว่าสั่นไหวไปตามกระแสความแรง ใบหน้าเล็กประปรายไปด้วยเหงื่อเม็ดเล็กจนทำให้ไรผมข้างใบหูเปียกชื้นไปหมด ปากอิ่มแดงเผยออย่างลืมตัวราวกับต้องการรับเอาอากาศเข้าไปให้ได้มากที่สุด


“อื้อ.....99.......100!! ฮ้า~~” สิ้นเสียงทุ้มสุดท้ายพร้อมกับทิ้งตัวลงนอนราบหมดเรี่ยวแรงลงกับเตียงนอน ร่างสูงเองก็เต็มไปด้วยเม็ดเหงื่อชุ่มไม่แพ้กัน แผ่นอกที่แทมินรู้ดีว่าอุ่นเพียงไรเพราะเขาชอบซุกนอนอยู่บ่อยครั้งในยามค่ำคืนสะท้อนขึ้นลงด้วยจังหวะแรงเร็ว เด็กชายยันมือน้อยกับหน้าท้องแบนราบของคนข้างใต้เพื่อกระเถิบตัวขึ้นไปนั่งคร่อมอยู่เหนือเอวแกร่งแทน ก่อนจะใช้หลังมือของตัวเองปาดเหงื่อไคลที่หยดย้อยลงมาตามแนวสันกรามของคนตัวโตให้


“เหนื่อยมากเลยเหรอฮยอง? แทมินยังไม่เหนื่อยขนาดนั้นเลยนะ”


“ก็นายแทบจะไม่ได้ขยับอะไรเลยจะเหนื่อยได้ยังไง คนขยับมันฉันต่างหากนะแทมิน” ตัดพ้อไม่มีขาดตกบกพร่องทั้งๆ ที่ตัวเองก็เหนื่อยแทบขาดใจอยู่แล้ว มินโฮหลับตาเพลิดเพลินไปกับนิ้วเล็กๆ ที่ช่วยกันปาดทั้งเหงื่อและเส้นผมให้พ้นวงหน้าของตัวเอง เขาชอบเวลาที่แทมินทำแบบนี้ให้ทุกครั้งหลังจาก ‘ออกกำลังกาย’ เสร็จ


“ไปอาบน้ำได้รึยังฮยอง?” ถามเสียงเจื้อยแจ้วแถมมีการขย่มตัวซ้ำลงมาบนหน้าท้องเขาอีกแน่ะ


“โห้ย....ตอนนี้ไม่ไหว นายไปอาบก่อนเหอะแทมิน ฉันเพิ่งซิทอัพเป็นร้อยเสร็จขืนอาบตอนนี้ได้เป็นลมพับคาห้องน้ำดิ” คนเหนื่อยเท้าศอกทั้งสองข้างยันตัวขึ้นพูดให้ใบหน้าอยู่ระดับใกล้ๆ กับเจ้าตัวเล็กบนเอว


“ชริ อาบก่อนก็ได้ รู้งี้แทมินไม่นั่งทับขาให้หรอกปล่อยให้เอาขาเกี่ยวขอบเตียงซิทอัพเองให้เหนื่อยตายไปเลย” ต่อว่าเสร็จพลางเอาหน้าผากโขกเบาๆ เข้ากับหน้าผากของอีกคน ก่อนจะกระเด้งตัวออกวิ่งไปคุ้ยเสื้อนอนในตู้เสื้อผ้าตรงปลายเท้าชายหนุ่มแล้ววิ่งหายเข้าห้องน้ำไป มินโฮมองตามจนประตูห้องน้ำงับลงจึงปล่อยตัวนอนแผ่หมดแรงกับที่นอน เสียงน้ำจากฝักบัวภายในห้องน้ำดังแผ่วๆ คลอให้รู้สึกสบายจนชายหนุ่มเผลอล่วงเข้าสู่นิทราโดยไม่รู้ตัว.......


“ฮยอง.........ฮยอง................ฮยองตื่นเหอะแทมินอาบน้ำเสร็จแล้วนะ” ลมหายใจอุ่นข้างใบหูกับสัมผัสเย็นๆ จากฝ่ามือเล็กที่แนบลงกับแก้มของเขาทำให้ห้วงฝันปลิดปลิวไปได้อย่างง่ายดาย มินโฮปรือตาขึ้นมองก็พบกับตากลมแป๋วสองข้างเบื้องหน้า กลิ่นสบู่และแชมพูของเขากรุ่นไปทั่วบรรยากาศจะผิดแผกไปเสียหน่อยก็ตรงที่มันมีกลิ่นคาโมมายด์จากแป้งเด็กผสมมาด้วย ไม่ได้ฉุนจมูกแต่กลับเข้ากันได้ดีจนชายหนุ่มต้องสูดลมหายใจลึกเข้าปอดเก็บเอาความหอมที่เป็นเอกลักษณ์ของแทมินเข้าไปให้ลึกที่สุด


“กี่โมงแล้วเนี่ย?......เฮ้ย! ไหงใส่ชุดนอนแบบนี้เนี่ย?” ดวงตาง่วงงุนเป็นกำลังก่อนจะเบิกโพลงเต็มตาเมื่อเห็นว่าเจ้าตัวเล็กทำแสบอีกแล้ว ชุดนอนผ้าฝ่ายเนื้อบางสบายลายทางสีฟ้าเข้มตัดขาวของเขาบัดนี้ชิ้นบนอันได้แก่เสื้อนอนนั่นเองไปแหม่ะอยู่บนร่างเล็กๆ ของเด็กชายเป็นที่เรียบร้อย ใช่แน่นอนว่ามีแค่เสื้อเท่านั้นที่แทมินหยิบมาใส่ ชายเสื้อตัวใหญ่ของเขายาวลงมาจนเกือบคลุมเข่าของเด็กน้อย รอยแยกของสาบเสื้อเผยให้เห็นกางเกงขาสั้นเหนือเข่าอีกตัวภายใน


“แทมิน บอกกี่ครั้งแล้วว่าให้ใส่ชุดนอนตัวเอง อย่ามายุ่งกับของของฉัน!” มินโฮรู้สึกเส้นที่ขมับมันเริ่มจะตึงๆ อีกครั้งหลังจากที่มันหายเครียดขมึงไปได้เล็กน้อยหลังจากได้ออกกำลังกายแล้วงีบหลับ


“ก็แทมินอยากใส่ชุดนอนเหมือนฮยองนิ ฮยองน่ะตัวโตกว่าใส่ชุดของแทมินไม่ได้แต่แทมินใส่ชุดนอนฮยองได้นะ” เด็กน้อยยิ้มใสจนตาหยีประจบเจ้าของชุดที่ตัวเองถือวิสาสะนำมาใส่ ชายหนุ่มส่ายหน้าระอาก่อนจะต้องคว้าเอากางเกงขายาวเข้าชุดกับเสื้อตัวที่โดนยึดเดินเข้าห้องน้ำไปด้วยอาการเซ็งจัด -ไหนมันสัญญาว่าจะไม่ดื้อวะ?-


เสียงน้ำในห้องน้ำดังอยู่ได้ซัก 15 นาที ประตูสีครีมของห้องน้ำภายในห้องนอนของลูกชายบ้านชเวก็เปิดออกพร้อมกับร่างสูงใหญ่สมส่วนที่ใส่เพียงกางเกงนอนเดินออกมาพลางใช้ผ้าขนหนูผืนไม่เล็กไม่ใหญ่ขยี้ผมที่เปียกชุ่มให้แห้งพอหมาด ก่อนจะโยนผ้าผืนนั้นลงตะกร้าอย่างไม่ใยดีเมื่อหมดหน้าที่ของมัน


ร่างเล็กนอนคว่ำหน้าเท้าแขนอ่านแมกกาซีนอะไรซักอย่างด้วยใบหน้าครุ่นคิดจนน่าสงสัย มินโฮเดินมานั่งลงบนเตียงเคียงข้างแล้วชะโงกหน้าเข้าไปดูยังหน้ากระดาษที่เด็กน้อยเปิดค้างไว้อยู่ และเมื่อรับรู้ว่าเจ้าตัวเล็กกำลังสนใจอะไรอยู่ชายหนุ่มก็แอบเบ้หน้าแล้วแสร้งหยิบหนังสือกับแว่นขึ้นมาเตรียมอ่าน -ทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ดีที่สุด-


“ฮยอง”


“..........................”


“ฮยองงงงงงงงงงง”


“..........................”


“ฮย๊อง~!!!!” คราวนี้ไม่เรียกเปล่ามีการกระโดดขึ้นมานั่งตักแหม่ะอีกต่างหาก คนที่มีศักดิ์เป็นพี่ถอนหายใจเหนื่อยหน่ายเล็กน้อย ก่อนจะยอมลดหนังสือในมือลงเพื่อพบกับดวงตาใสปิ๊งประกายแว้บ ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าไอ้อาการแบบนี้ของเด็กชายคือ ออดอ้อน


“พรุ่งนี้ว่างมั้ย?” ออดเสียงใส


“ไม่ว่าง” นี่ก็ตอบแบบไม่คิด


“มีนัดเหรอ?” เอียงคอถามอย่างน่ารักน่าชังนักในความคิดของใครหลายๆ คน


“เปล่า” -อย่ามาทำหน้าตาแบบนี้ใส่นะเว้ย-


“งั้นพาไปเที่ยวหน่อยดิ” ออดเพิ่มด้วยการซบหน้าลงกับบ่าแกร่งพร้อมเสริมออพชั่นไซ้แก้มยุ้มๆ ลงไปอีกแรง


“ไม่”


“โถ่~~~ น่านะฮยอง ไปเที่ยวสวนสนุกกัน”


“...........................”


“น่า~~~น๊ะ~!” ปากแดงสีเชอรี่ส่งยิ้มหวานหยดให้ เล่นคลอเคลียออดอ้อนขนาดนี้พี่ชายคนดีก็มีอันต้องเขวไปตามระเบียบ ลาก่อนหนังสือเตรียมสอบ เทอมนี้จะรอดชีวิตมันตรู T^T


แต่แล้วความสิ้นหวังก็ไม่ได้มาเยือนนานนักเมื่อมินโฮนึกถึงสิ่งต่อรองเล็กๆ น้อยๆ ที่เขามักได้รับทุกครั้งจากเด็กชาย ดังนั้นริมฝีปากเจ้าเสน่ห์จึงจุดรอยยิ้มสวยไม่แพ้กันต่างกันก็แค่มันให้ความรู้สึกที่กระตุกใจคนมองอย่างแทมินนัก และเด็กน้อยก็รู้ดีว่ารอยยิ้มแบบนี้มักมาพร้อมกับ...........


“ถ้าอยากให้ฉันพาไป นายจะทำยังไงดีล่ะ หือม์? แทมิน” มินโฮเอนหลังพิงหัวเตียงสบายๆ เขาวางหนังสือกลับเข้าที่เดิมในเมื่อตอนนี้มันมีอะไรที่น่าสนใจกว่ามากมายนัก มือหนาข้างหนึ่งเลื่อนไล้ขาเล็กที่โผล่พ้นกางเกงขาสั้นลากจากใต้เข่าลงถึงปลีน่องแล้วย้อนกลับขึ้นไปอีกครั้งซ้ำๆ เล่นเอาแทมินขนลุกเกรียว พวงแก้มยุ้มเริ่มขึ้นสีระเรื่อของเลือดฝาด ตากลมแป๋วมีแววประหวั่นหวาดปรากฎ


“ฮะ....ฮยอง” เอ่ยเสียงแผ่วหวิว พอๆ กับใจที่หวิวไปตามสัมผัสของฝ่ามือร้อน


“หือม์? เรียกว่าอะไรนะ? “ มินโฮเลิกคิ้วขึ้นเป็นเชิงถาม แต่ขอบอกว่าไอ้ท่าทางแบบนี้เด็กน้อยเห็นแล้วคันมือยุบยิบอยากข่วนหน้าหล่อๆ ตรงหน้าซักที


“อะ...อ่า....มินโฮ” แก้มขาวใสที่ปกติเห็นรอยเส้นเลือดจางๆ ใต้ผิวบาง ขึ้นสีระเรื่อเมื่อต้องเอ่ยคำเรียกขานที่พี่ชายมักจะบังคับให้เรียกอยู่บ่อยๆ เมื่ออยู่กันเพียงตามลำพัง


“คร้าบบบบบ”


“แทมินอยากไปเที่ยวสวนสนุกกับมินโฮ”


“อาฮะ แล้ว.........?” ชายหนุ่มพยักหน้าหงึกหงักรับคำ ก่อนจะลากเสียงถามแล้วค้างไว้ให้ได้ซึ่งคำตอบ


“พาแทมินไปหน่อยนะ” เด็กชายกัดปากอิ่มแดงของตนเมื่อพูดจบ แล้วจึงใช้นิ้วเล็กเกี่ยวเอาขาแว่นตากรอบสีดำสนิทออกจากดวงหน้าของคนที่ได้ชื่อว่าเป็นพี่ชายคนดี แทมินขยับตัวเข้าใกล้เจ้าของตักมากขึ้นจนเกือบแนบสนิทกับอกแข็งแรง มือน้อยทั้งสองข้างยกขึ้นประคองใบหน้าคมเข้มของชายหนุ่มเด็กชายจ้องเข้าไปในดวงตาคมอย่างชั่งใจ ก่อนที่กิริยาสุดท้ายที่ตามมาจะนำความสมใจมากมายมหาศาลมาให้แก่ชเว มินโฮ........


ปากอิ่มแดงสีเชอรี่สดที่มักจะเจื้อยแจ้วเสมอนุ่มหยุ่นและอุ่นน้อยๆ จรดลงบนริมฝีปากของคนที่ได้ชื่อว่าพูดน้อยต่อยหนักแผ่วเบา ก่อนที่จะเพิ่มแรงกดขึ้นอีกเล็กน้อย....เพียงเล็กน้อยเท่านั้นที่เด็กชายกล้าทำหากถ้าไม่ใช่เพราะได้ยินเสียงครางขู่เบาๆ จากชายหนุ่มตรงหน้า แทมินคงทำได้แค่แตะปากตัวเองเบาบางไม่ใช่กดย้ำลงไปอีกเช่นนี้


ถึงจะเล็กน้อยนักเมื่อเทียบกับจุมพิตที่ชายหนุ่มเคยประสบมา แต่ความรู้สึกอุ่นซ่านที่วาบขึ้นทันทีที่ริมฝีปากทั้งสองสัมผัสกัน ทุกครั้ง......มินโฮไม่เคยห้ามใจไม่ให้เอื้อมมือออกแรงกดท้ายทายมนให้จุมพิตแผ่วจากเด็กน้อยกลายเป็นจูบหวานล้ำ ดูดดื่มจนเนื้อนิ่มถูกนาบทับจนแทบปริ


มือน้อยที่ประคองใบหน้าของชายหนุ่มไว้เมื่อครู่เริ่มไขว่คว้าหาหลักยึดเหนี่ยว แขนเล็กจึงเลื่อนขึ้นโอบรอบลำคอแกร่งและยิ่งแน่นขึ้นเมื่อมินโฮเพิ่มแรงกกกอดร่างน้อยไว้จนจมหายไปในอ้อมแขนพร้อมแต้มจูบให้ไม่มีหยุดหย่อนนานเท่านานจนแทบขาดใจ มินโฮผละออกเล็กน้อยก่อนจะเอียงหน้าเปลี่ยนมุมแล้วกดจุมพิตย้ำดึงดูดอากาศที่เพิ่งได้ล่วงผ่านร่างน้อยกลับมาเป็นของตัวเองอีกครั้ง ฝ่ามือร้อนสอดเข้าไปใต้ชายเสื้อนอนผ้าฝ้ายของตัวเองที่บัดนี้เขามาคิดๆ ดู พอมันไปอยู่บนตัวของเจ้าตัวเล็กมันก็ทำเอาใจเขาหวามๆ ได้ไม่เลวเลยทีเดียว เมื่อคิดถึงตรงนี้ชายหนุ่มยกยิ้มเจ้าเล่ห์แล้วโอบร่างน้อยลงทอดวางกับผืนเตียงนุ่ม


“อ๊ะ! ฮยอง” แทมินผวาเฮือกเมื่อรู้สึกถึงผ้าผืนบางที่เสียดแผ่นหลังเปลือยเปล่าของตนเองเพราะเสื้อนอนตัวเก่งที่ยึดมาถูกร่นขึ้นไปกองอยู่เหนือแผ่นอกเล็กเป็นที่เรียบร้อย มือร้อนผ่าวไล้เลื่อนอยู่บนแผ่นอกที่หอบถี่


“มินโฮครับ แทมิน “ จมูกโด่งจรดลงที่ต้นคอขาว เนื้อนิ่มใต้ปลายลิ้นหวานจนไม่อยากจะละห่าง


“อื้อ....มินโฮ” เด็กน้อยแหงนเงยหน้าอย่างลืมตัวลืมตน ใครกันหนอทำให้เด็กชายจะกลายเป็นเด็กหนุ่มเร็วเกินตัว


“พรุ่งนี้เราไปเที่ยวสวนสนุกกัน”


“มิน........มินโฮ....อืมมมมม ไปด้วยกันนะ” ใบหน้าเล็กพยักเพยิดดวงตากลมแป๋วปิดพริ้มภายใต้เปลือกตาบาง


“ครับ ไปด้วยกันสองคน.......แทมินจังเด็กดี จูบพี่อีกทีสิ”


“มินโฮ~” สิ้นเสียงเล็กๆ ดังลอดจากปากอิ่มแดงของเด็กน้อย จูบรุ่มร้อนจากชายหนุ่มยังคงพัดพาเอาจังหวะหัวใจดวงน้อยให้แรงขึ้นทุกครา เด็กชายตัวป่วนสยบสิ้นฤทธิ์เพราะพิษฝีปากของพ่อหนุ่มบ้านชเว มือใหญ่ผละจากเอวเล็กเอื้อมปิดสวิทช์ไฟพาให้ห้องนอนกรุ่นกลิ่นแดดเข้าสู่ช่วงเวลากลางคืนเหลือไว้เพียงกลิ่นกรุ่นหวานๆ และเสียงออดอ้อนเล็กๆ ที่ดังขึ้นภายใต้ความมืดมิดของค่ำคืน






Oh baby!....dear Baby >>> END.




gliowyn talk: ตอนหลังๆ แอบปิดไว้หน่อย แบบว่าแต่งเองเขินเองอ่ะค่ะ คนแต่งก็เลยปิดไฟชิ่งหนีซะเลยฮาาาาาา ชอบไม่ชอบยังไงบอกกันมั่งนะค้าาาา.....ขอบคุณคนอ่านทุกคนเลยจ้า *จุ๊บๆ*


















[SF] The Word :: 민호x태민

Title: [SF] The Word
Pairing: DoubleMin [MinhoxTaemin]
Rating: G
Status: END
From gliowyn.: เอาของเก่าของตัวเองมายำใหญ่ใส่สารพัดออกมาเป็นฟิึคเรื่องนี้เพราะฉะนั้นถ้าเกิดไปคุ้นกับ ฟิคชื่อเรื่องเดียวกันแต่เป็นอีกเวอร์ชั่นอย่าได้ตกใจไปเน่อ กรั่กๆๆ แถมต้องสารภาพว่าดาต้าเบสมันเก่ามากกกกภาษาเลยสุดยอดของสุดยอดเด็กล่ะนะคะ เอิ้กๆๆ และก็นี่เป็นครั้งแรกเลยค่ะที่ได้ลองเขียนฟิคน้องๆ ชายนี่ เพราะฉะนั้นก็ฝากเนื้อฝากตัวด้วยนะค้าาาาาาา *ยิ้มออดอ้อน* สุดท้าย....Hope you enjoy with them yo!



The Word >>> START




"แทมินนี่น่ารักจังเลยนะ" ขณะที่ผมกำลังก้มหน้าก้มตาปั่นรายงานอยู่ พวกเด็กผู้หญิงในห้องที่นั่งโต๊ะใกล้ๆ กันก็เอ่ยขึ้นไม่เบาและก็ไม่ดังเกินไปนัก แต่ก็ทำให้เสียงจ้อกแจ้กจอแจภายในห้องเงียบลงทันที.....พลังเสียงคุณเธอเจ๋งจริง เห็ดนับถือ!



"เห?" ผมเงยหน้าขึ้นมามองพร้อมกับเบ้ปากทันที




"เป็นอะไรอีกล่ะแทมิน?" เจ้าเพื่อนร่างสูงแสนสนิทนาม ชเว มินโฮ ถามแทรกความเงียบระหว่างทางเดินกลับบ้านของพวกเรา


คิ้วบางๆ ของผมขมวดมุ่น พร้อมกับปากก็ตุ่ยบ่งบอกพื้นอารมณ์แย่ๆ ได้เป็นอย่างดี ตอนนี้ใครที่เดินผ่านไปผ่านมาแถวนี้แล้วหันมาเจอเห็ดพิษแผลงฤทธิ์งอแงก็อย่าได้ตกใจไป


"เซ็ง!!!"


"หือ?"


"ก็บอกว่าเซ็ง เซ็ง เซ็งงงงงงงงง ไม่เข้าใจเหรอไงครับ? " หยุดเดินแล้วหันมากระแทกเสียงใส่คนข้างๆ ด้วยอารมณ์ขุ่นมัว ผมจะพาลใครจะทำไมครับ


"รู้แล้วว่าเซ็ง แต่ทำไมถึงเซ็งล่ะ? นายเอาแต่ทำหน้าหงิก เดินดุ่ยๆ ไม่พูดไม่จาแบบนี้ แล้วฉันจะรู้ไหมว่านายเป็นอะไร?" พูดจบเขาก็ยิ้มให้ผม


รอยยิ้มละมุนที่มีให้ผมเสมอ ทุกเมื่อเชื่อวัน มันอาจจะดูเป็นเรื่องธรรมดาสำหรับคนอื่นที่ได้เห็นเสือยิ้มยากอย่างมินโฮยิ้ม ก็เพราะรอยยิ้มที่เป็นเครื่องหมายการค้าประจำตัวเขาไปแล้วน่ะมันก็แค่ยิ้มกระตุกมุมปากแบบที่ผมชอบค่อนว่ากวนบาทา แต่สาวๆ ตาถั่วชอบกรี๊ดกร๊าดว่าเท๊ห์เท่ห์ แต่ต่อหน้าผม......ผมชอบรอยยิ้มของเขาที่สุด เพราะเขาไม่ได้แค่นยิ้มเพียงตรงมุมปากให้ผม มินโฮมักจรดริมฝีปากสีสดนั่นยิ้มให้ผมจนตาหยีกันเลยทีเดียว


"ยิ้มอะไร? ไม่ต้องมาหว่านเสน่ห์ไม่หลงหรอก แบร่~ “ ขนาดแล่บลิ้นปลิ้นตาพร้อมค่อนให้ขนาดนี้แล้ว หมอก็ยังไม่มีหรอกที่จะเลิก


“ ก็ไม่ได้จะหว่านเสน่ห์อะไรซักหน่อย คิดมากนะนายน่ะ.......ว่าแต่บอกได้รึยังทำเป็นอะไรมา”


“ก็.........อ่า.......ก็.....หึ้ย!!!" ไม่อยากบอกเลยให้ตายเหอะ ผมคิดในใจ แต่ไอ้คิ้วที่เลิกขึ้นเป็นเชิงถามของคนตรงหน้ามันทำให้ผมต้องยอมแพ้เลิกทิฐิบอกสาเหตุที่แท้จริงให้เขาฟังแต่โดยดี


"วันนี้เด็กในห้องบอกว่าฉันน่ารัก!!!!" จบประโยคด้วยการกระแทกเสียงอย่างหงุดหงิดเมื่อพูดถึงเรื่องที่ทำให้ตัวเองต้องอารมณ์เสียตลอดบ่าย


"อ๋อ~~~~ นึกว่าเรื่องอะไรซะอีก...หึหึ"


เสียงหัวเราะในคอของเพื่อนหุ่นเสากระโดงเรือ ทำให้ผมหันไปค้อนควับ พร้อมกับใบหน้าขาวผ่องที่แสนจะภาคภูมิใจบัดนี้เริ่มปรากฎริ้วสีแดงเจือปน ขอบอกว่าฟีลนี้ไม่ได้อายชัวร์!


"หัวเราะทำไม!! หยุดเลยมินโฮ!" ไอ้เสียงหัวเราะกวนประสาทเนี่ยมันทำเอาเส้นประสาทและเอ็นตรงมือผมกระตุกตะหงิดๆ อยากเอากระเป๋านักเรียนที่ถือพาดไว้กับไหล่ตัวเองฟาดหัวเพื่อนซักป้าบ


มินโฮเหลือบมองหน้าผมแล้วอมยิ้มขำ ไม่มีหรอกที่จะกลัวอาญาสวรรค์ สังเกตได้จากเสียงหัวเราะทุ้มๆ ในลำคอยังมีให้ได้ยินเช่นเดิม....


แต่ก่อนที่กระเป๋านักเรียนในมือจะได้มีประสบการณ์ได้เรียกเลือดหัวของใครบางคน หมอนั่นก็ยอมหยุดเสียงคิกคักในคอด้วยการสูดหายใจหลายเฮือกเพื่อสะกดกลั้นเสียงหัวเราะให้หายไป


" ไม่เห็นต้องโมโหขนาดนั้นเลยแทมิน นายน่าจะชินได้แล้วนี่ " ถึงจะไม่หัวเราะเยาะแล้ว แต่ผมรู้นะว่าตาโตๆ โปนๆ นั่นยังมีแววขบขันเสียเต็มประดาอยู่


"ไม่!!! ใครจะบ้าชินกันได้ฮ้า?"


"อ้าว........ฉันก็เห็นว่ามีแต่คนชมนายแบบนี้ออกบ่อย คนอื่นเขาชมก็ไม่ชอบอีก ชอบให้ด่าหรือไง? แปลก" ผมหันไปจ้องไอ้เสากระโดงเรือเขม็ง


หมอนี่รู้ทั้งรู้ว่าทำไมผมถึงมีปฏิกิริยาแบบนี้
แต่ก็ยัง.......ชอบกวนประสาทผมให้ต่อล้อต่อเถียงด้วยแบบนี้ทุกทีสิน่า


คนตัวสูงเลิกคิ้วส่งรอยยิ้มหวานๆ มาให้เพื่อกลบเกลื่อนทำเป็นไม่สนใจสายตาของผมที่เหมือนจะกินเลือดกินเนื้อเสียให้ได้ เดี๋ยวพ่อเอาลูกน้องในคอลเลคชั่นเห็ดพิษยัดปากให้น้ำลายฟูมกระเดือกอะไรไม่ได้ไปซักอาทิตย์เลยดีไหมเนี่ย


" ไม่มีผู้ชายที่ไหนจะยิ้มรับคำชมว่า 'น่ารัก' ได้อย่างสนิทใจหรอกเฟร้ย! ........ชิ " จิ๊ปากด้วยความขัดใจก่อนจะสะบัดหน้าพรืดเดินกระฟัดกระเฟียดนำหน้าเพื่อนตัวดีไปอย่างรวดเร็ว ไม่ได้งอนนะไม่ได้งอน...ผมท่องงึมงัมๆ อยู่คนเดียว


"แทมินรอด้วย"


"ไม่"


มินโฮรีบใช้ช่วงขายาวก้าวตามมาข้างหน้าอย่างได้เปรียบ ประมาณว่าผมจ้ำสามจึ่กหมอยืดขาเดินหน้าแค่ก้าวครึ่งจะได้ระยะทางเท่ากันพอดีเป๊ะ


และในไม่ช้าเขาก็ตามทัน มือใหญ่คว้าเอาข้อมือผมให้หยุดตามหาน้องกระบือเอาไว้ได้ทันก่อนจะได้มาเลี้ยงไว้ทั้งฝูง


"เดี๋ยวสิ...............โกรธฉันเหรอ?" เด็กหนุ่มตัวโตกว่าผมเกินคืบมีสีหน้าเป็นกังวลอย่างเห็นได้ชัด นี่คงเริ่มคิดได้ล่ะสิว่าแหย่ลี แทมินคนนี้มากเกินไปหรือเปล่า?


ผมหยุดเดินตามแรงฉุดที่ข้อมือ เงยหน้าขึ้นสบสายตาที่เป็นกังวลของคนตรงหน้า
อย่ามองฉันด้วยสายตาแบบนั้นสิฟระ ไอ้คุณชายชเว.......


"เปล่า ไม่ได้โกรธนายซักหน่อย" ก้มหน้าตอบเสียงเบา ก่อนจะค่อยๆ บิดข้อมือตัวเองให้หลุดจากการเกาะกุม ซึ่งเจ้าของมืออุ่นก็ยอมปล่อยแต่โดยดี


"แน่ใจ? แล้วทำไมนายต้องเดินหนีฉันด้วยล่ะ"


"ช่างฉันเถอะน่า!!" อย่าเซ้าซี้ได้มั้ยไอ้ตาโต ผมตอบแบบขอไปที


คนที่ได้รับคำตอบถอนหายใจเฮือกใหญ่ พลางสะกิดข้อศอกผมให้เริ่มออกเดินอีกครั้ง
สายลมยามเย็นของฤดูใบไม้ผลิพัดพาเอากลิ่นของดอกไม้ใบหญ้าจากที่ไกลๆ มาให้ได้ซึมซับสร้างความรื่นรมย์
ผมเงยหน้าขึ้นรับลมที่พัดผ่าน สูดเอากลิ่นหอมของธรรมชาติเข้าเต็มปอด.............


และเมื่อเห็นว่าผมมีทีท่าสงบลง รอยยิ้มละมุนก็เผยขึ้นบนริมฝีปากอิ่มสวยนั่นก่อนจะเอ่ยเสียงเรียบเรื่อย


"คำว่าน่ารักไม่ดีตรงไหนเหรอ? " เสียงทุ้มนุ่มที่ให้ความรู้สึกผ่อนคลายดังขึ้นทำลายความเงียบ มันมักจะมาพร้อมรอยยิ้มที่ผมชอบทุกครา


ผมครุ่นคิดเล็กน้อยเพื่อหาคำตอบให้เขา...........น่ารัก.............


"ไม่ใช่ไม่ดี แต่........น่ารัก.........มันไม่เหมาะกับผู้ชายซักหน่อย"


"แล้วนายคิดว่าเหมาะกับอะไรล่ะ?" เขาสวนผมขึ้นมาทันที นี่จะไม่ให้ผมได้พักรวบรวมความคิดหน่อยหรือไงนะ


แอบโมโหปิ๊ดนึงแล้วก็เลยพาลหยุดเดินเอาดื้อๆ ทำให้คนตัวสูงหยุดตามไปด้วย


"ยกตัวอย่างนะ....เวลามองน้องหมาตัวนั้นมันดูน่ารัก" ผมชี้ไปที่หมาน้อยขนฟูสีขาวที่กำลังวิ่งจ้อกกิ้งกับเจ้านายผ่านพวกผมไป


"อื้อ" มินโฮพยักหน้าเข้าใจ


"เด็กที่กำลังกินไอศครีมนั่นดูน่ารัก" ผมชี้ไปที่เด็กผู้หญิงที่นั่งเลียไอศครีมอยู่บนเก้าอี้ยาวในบริเวณสวนสาธารณะ


"อื้อ"


"ดอกเดซี่นี่ดูน่ารัก" ผมชี้ที่พุ่มดอกไม้เล็กๆ สีขาวข้างตัวพวกเรา


"อื้อ"


"พวงกุญแจอันนี้ดูน่ารัก" ผมชี้ที่พวงกุญแจรูปเห็ดจากเกมส์มาริโอ้ที่ห้อยอยู่ที่กระเป๋านักเรียนของผม มันเป็นพวงกุญแจที่มินโฮคีบจากตู้เกมส์ในเกมส์เซ็นเตอร์ให้ผมเมื่ออาทิตย์ก่อนที่เราไปเที่ยวในเมืองด้วยกัน


"อื้อ!!" ร่างสูงยิ้มจนตาหยี


ท่าทางดีใจนักหนาของคนตรงหน้าทำให้ผมนึกหมั่นไส้เล็กๆ เลยแกล้งชี้ไปที่เป้าหมายต่อไป


"ฝาท่อนั่นดูน่ารัก" ผมชี้ไปที่ฝาเหล็กกลมๆ ที่ทำหน้าที่ปิดปากท่อระบายน้ำเสีย


"อื้อ........เห?" มินโฮพยักหน้ารับเช่นเดิม ก่อนที่หน้ายิ้มๆ จนตาตี่เมื่อครู่จะกระตุกเล็กน้อย แล้วรีบหันมาทำหน้าเหวอใส่ผม


ตลกดีแหะ แต่ก็.......น่ารักดี ผมคิดในใจ


"เอาล่ะสรุปว่าคำว่า.......น่ารัก.......มันเหมาะกับอะไรบางอย่างที่มันน่ารักน่ะ เข้าใจไหม? ซึ่งมันก็ต้องไม่ใช่ผู้ชาย และที่สำคัญ..........ไม่ใช่ฉัน" ประโยคสุดท้ายผมชี้นิ้วมาที่ตัวเอง แต่คราวนี้มินโฮไม่ยักจะพยักหน้ารับเหมือนเคย


คนตัวสูงเม้มปากเหมือนใช้ความคิด สายตาที่จ้องมองมาเหมือนกำลังชั่งใจกับอะไรบางอย่าง
และแล้ว..........เขาก็ตัดสินใจได้


"ฉันไม่รู้หรอกนะว่านายจะคิดยังไง ฉันก็พอจะเข้าใจว่าทุกครั้งที่นายโดนชมแบบนั้น.......มันคงจะรู้สึกไม่ค่อยจะดี อืม........แต่นะ........แต่.........นายอย่าโกรธฉันนะ ฉันคิดว่านายน่ะ...............[b]น่ารัก[/b]..........เสมอเลยนะ " คุณชายชเวยิ้มเขิน มือใหญ่ยกขึ้นเกาหัวตัวเอง


ตึก จบคำพูดของเขาอะไรบางอย่างในอกผมมันกระตุกกึ่กทันที
แล้วอะไรบางอย่างนั่นก็ค่อยๆ เปลี่ยนจังหวะเร็วขึ้น.......เร็วขึ้น..........เร็วขึ้น..........

ตึก.....ตัก.......ตึก.......ตัก.......ตึก.......ตัก....... หัวใจที่รัวเร็วคงกำลังสูบฉีดเลือดใบเลี้ยงหน้าขาวจ๋องของผมให้ระเรื่อขึ้นทุกคราที่ขยับเต้น


"....................." ผมพูดอะไรไม่ออก ได้แต่ก้มหน้าฟังเสียงหัวใจตัวเองเต้น มันสะท้อนไปมาเหมือนจะกระดอนออกมานอกเสื้อนักเรียนให้ได้


อะไรนะ? เมื่อกี้จุนโนะพูดว่า.............น่ารัก.............ใช่มั้ย?


แล้วทำไม..............ทำไมผมไม่รู้สึกโมโห หงุดหงิด หรือว่าโกรธเลยล่ะ


ทำไมล่ะ?


"บ้า" อย่าหาว่าหมดมุขเลยนะครับ แต่ตอนนี้นึกออกแค่นี้จริงๆ เลยได้แค่เอ่ยเสียงแผ่วให้ค่อยเล็ดลอดจากปากตัวเองออกไป


"หา?" มินโฮร้องเหมือนย้ำถามความหมายของคำเมื่อครู่


"บ้า................ไอ้บ้ามินโฮ............ไอ้บ้าตาโปน............" เมื่อตั้งสติได้ขาสั้นๆ ของผมก็รีบก้าวเดินหนีเขาทันที และก็เหมือนเคยเขาก็ก้าวตามผมมาทันทีเช่นกัน


"แทมิน เดี๋ยวสิแทมิน.........อย่าเพิ่งโกรธฉันสิ โถ่ แทมิน.........ทะ....เอ๋?" เมื่อตามทันคนตัวโตกว่าก็คว้าจับข้อมือผอมบางของผมไว้เช่นเคย เขาก้มลงมองใบหน้าที่ผมพยายามหลบจนคางชิดอกเพื่อสังเกตอารมณ์ แต่มันคงซ่อนอะไรไม่ได้มากหรอกผมก็รู้............


ใบหน้าที่บางครั้งผมก็คิดว่าหนาและทนใช้ได้ตอนนี้มันรู้สึกผ่าวร้อนอย่างบอกไม่ถูก ถึงไม่มีกระจกแต่ผมก็ขออุปมาว่าหน้าขาวซีดโดยปกติตอนนี้คงมีแต่ระลอกริ้วสีชมพูเข้มแต่งแต้มไปทั่ว ปากตุ่ยๆ ก็ถูกผมเอาฟันคมขบเม้มไว้อย่างต้องการระงับอารมณ์บางอย่าง


ตาโตคู่นั้นของคนตรงหน้าเบิ่งกว้างอย่างคนรู้มากกับอากัปกิริยาที่ผมกำลังเป็นอยู่...................อาย.....................เออ ถ้าผมจะอายแล้วมันส่วนหนักไหนของใครไม่ทราบครับ ชเว มินโฮ?


"น่ารักจัง" สิ่งที่เห็นเป็นผลให้หมอนั่นเผลอหลุดคำนั้นออกมา


ผมหันควับ แล้วรู้ได้เลยว่าหน้าตัวเองคงยิ่งสีเข้มขึ้นอีก ปากก็ได้แต่สั่นระริกพูดไม่ออกบอกไม่ถูก พอพยายามบิดข้อมือออกจากมืออุ่น บิดยังไงเจ้าเพื่อนตัวดีนี่ก็ไม่ยอมให้หลุดไปได้ง่ายๆ


"ปล่อยสิมินโฮ!!!" ผมกระแทกเสียงสั่ง หัวใจมันจะระเบิดออกมาแล้ว ปล่อยซักที๊


"ม่ายยยย~~~ นายรู้มั้ย ตอนนี้นายน่ารักสุดๆ เลยล่ะแทมิน"


"ม.....ไม่!!"


"น่ารัก" เสียงทุ้มเอ่ยสวนทันควัน


"ไม่!!!!"


"น่ารัก" อีกครั้งพร้อมกับที่ดวงตากลมโตที่จ้องเข้ามาในตาของผมจนต้องหลบวูบ


"ไม่" อย่ามองแบบนั้นได้ไหมมินโฮ อย่ามองด้วยสายตาอย่างนั้น มัน...............


"แทมิน...........นี่..........หันมาคุยกันก่อนสิ น่านะ" ออดอ้อนเสียงหวาน ไม่แพ้ยิ้มที่ส่งมาให้ คนตัวสูงจับปลายคางผมให้หันมาสบตา ก็ไม่ได้ขัดขืนยอมหันตามแรงนั้นอยู่หรอกแต่ก็ไม่ยอมสบตาอยู่ดีล่ะ เสมองไปทางอื่นเป็นทางออกที่ดีที่สุด แล้วผมก็รู้ดีด้วยว่าไอ้คนดีมันเห็นอย่างนั้นก็จะยิ่งอยากแกล้งให้หนักกว่าเดิมขึ้นไปอีกแน่ๆ


"นอกจากจะน่ารักแล้ว ยังขี้อายด้วยเหรอเนี่ย?"


"ใครอาย?.......ใคร?" ผมหันมาจ้องหน้าหล่อๆ นั่น แล้วก็รู้สึกตัวจนได้ว่า......พลาดท่าให้หมอนี่ซะแล้ว


มินโฮส่งยิ้มละมุนมาให้เหมือนทุกครั้ง แต่หนนี้แตกต่างไปหน่อย มันดู............


อ่อนโยน อ่อนหวาน ยิ่งแววตานั่นมันส่งผ่านความรู้สึกหลากหลายมาให้ผม.............มันหมายความว่ายังไงบ้างนะ? ผมเดาไม่ถูกหรอก รู้แต่ว่ามันทำให้ผมรู้สึกหน้าร้อนพรึ่บพรั่บจนอยากยกมือขึ้นมาพัดเอาอากาศเย็นๆ มาช่วยดับความร้อนบนหน้า และหัวใจมันก็เต้น...ตึก...ตัก...ตึก....ตัก.......อยู่นั่นแหล่ะ


แล้วมินโฮก็ไม่พูดอะไรอีก เขาเพียงแค่จูงมือผมแล้วออกเดินไปตามทางกลับบ้านอีกครั้ง
เราก้าวเดินไปพร้อมกันช้าๆ ไม่ได้รีบร้อน ดวงอาทิตย์ที่กำลังจะลับขอบฟ้าสาดแสงส่องกระทบแผ่นหลังของพวกเราสองคน เบื้องหน้าจึงเห็นเป็นเงาของผมและเขา..........พวกเราเดินจูงมือกัน........


"มินโฮ"


"หือม์?"


"นาย.......พูดอีกทีได้มั้ย คำเมื่อกี้น่ะ"


"........ได้สิ" มินโฮหันมายิ้มให้ผม


"แทมิน......นายน่ารักนะ"


"ขอบคุณ" เป็นครั้งแรกในชีวิตที่ผมรู้สึกว่าคำๆ นี้มันเข้ากับผมจังแหะ




The Word >>> END.






gliowyn talk: ชอบหรือไม่ชอบบอกกันบ้างนะคร้าบบบบบบบ สุดท้าย....ไม่ว่ายังไงก็คิดว่าน้องแทมก็เหมาะกับคำว่าน่ารักจริงๆ แหล่ะหนอ เนอะๆๆๆ ^^

YamaPi no Nikki :: 2049 :: 13.04.09

พีพีโนะนิกกิ #2049 :: 13.04.09
8.49 PM




คอมบังจิวะ


ซีดีซิงเกิ้ลใหม่ของ NEWS
กำลังจะวางแผงเร็วๆ นี้แล้วครับ


4月29日 on sale
「恋のABO」


ไม่ได้อ่านว่า โค่ย โนะ เอ-โบะ นะครับ
อ่านว่า เอ - บี - โอ !


เป็นเพลงที่ลัลล้ามากครับ


วันนี้
ในรายการ「Shounen club」
ได้ร้องเพลง Koi no "a-bo"





ไม่ใช่สิ มันต้อง A-B-O!

มีความสุขสุดๆ ไปเลยครับ!!



ถึงแม้ว่าจะดูกะทันหันไปหน่อย
วันนี้ผมรู้สึกอยากจะอ่านความคิดเห็นของทุกๆ คนในไดอารี่ผมดูครับ




เอ~ โทโมมิซังจากจิบะ


「ถ้าเป็นไปได้อยากจะเห็นตัวตนแท้จริงของโทโมฮิสะ ยามาชิตะแบบที่ไม่สามารถเห็นได้ในคอนเสิร์ต, ในรายการโทรทัศน์ และละครโทรทัศน์ แฟนๆ สามารถใกล้ชิดกับโทโมฮิสะ ยามาชิตะได้ นั่นก็คือไดอารี่ของโทโมฮิสะ ยามาชิตะนั่นเอง!」



ถูกต้องนะคร้าบบบบบบ(^0^)!





Credit :: hope-rei

YamaPi no Nikki :: 2048 :: 12.04.09

พีพีโนะนิกกิ #2048 :: 12.04.09
8.09 PM




คอมบังจิวะ


เมื่อเร็วๆ นี้อากาศดีทุกวันเลยล่ะครับ


วันนี้ผมยุ่งมากๆ เลย เอาเป็นว่าเอาไว้พรุ่งนี้ผมจะกลับมาเขียนใหม่นะครับ


Gomen ne



Credit :: hope-rei


copyright (c) gliowyn all rights reserved.
FC2ブログ

+*:-Spining World-:*+

gliowyn

Author:gliowyn
I'm Spinining gal!
I love sweets, blood, boyz esp. NewS!!

Search what do you want?